Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 62 หน้าที่ 459

เล่ม มมร. 62 หน้า 459 ข้อ 290
รูปนกทั้งหลาย อันล้วนแล้วด้วยรัตนะต่าง ๆ ดุจ กระโดดโลดเต้นอยู่ รูปเนื้อในรถนั้นจัดไว้เป็นหมู่ ๆ ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ เทพบุตรทั้งหลายเทียมม้า อัศวราชมีสีเหลืองดังทองคำ ประมาณพันตัว คล้าย ดังช้างหนุ่มมีกำลังประดับประดาแล้ว มีเครื่องทับ ทรวงล้วนแล้วด้วยข่ายทองคำ มีภู่ห้อยหู ไปโดยเสียง ปกติไม่ขัดข้อง มาตลีเทพสารถีขึ้นสู่ยานอันประเสริฐ นั้นแล้ว บันลือแล้วตลอดสิบทิศนี้ ยังท้องฟ้าภูเขาและ ต้นไม้ใหญ่อันเป็นเจ้าไพร พร้อมทั้งสาคร ตลอดทั้ง เมทนีดล ให้หวั่นไหว มาตลีเทพสารถีนั้น รีบเข้า ไปในยาศรมอย่างนี้แล้ว กระทำผ้าทิพประพารเฉวียง ป่าข้างหนึ่งแล้วกล่าวกะท่านโกสิยดาบส ผู้เป็นพหูสูต ผู้เจริญ มีวัตรอันแนะนำดีแล้ว ผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ ประเสริฐว่า ข้าแต่ท่านโกสิยดาบส เชิญท่านฟังพระ ดำรัสของพระอินทร์ ข้าพเจ้าเป็นทูต ท้าวปุรินททะ ตรัสถามท่านว่า ข้าแต่ท่านโกสิยดาบส เว้นนางอาสา เทพธิดา นางศรัทธาเพทธิดาและนางสิริเทพธิดา นาง หิริเทพธิดาผู้เดียวได้สุธาโภชน์ เพราะเหตุอะไร. [๒๙๐] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี นางสิริเทพธิดา ตอบอาตมาว่า "แน่" ส่วนนางศรัทธาเทพธิดาตอบ อาตมาว่า "ไม่เที่ยง" นางอาสา อาตมาเข้าใจว่าเป็นผู้ กล่าวเคลื่อนคลานจากความจริง ส่วนนางหิริเทพธิดา ตั้งอยู่ในคุณอันประเสริฐ.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka