ด้วยสติและสัมปชัญญะ. บทว่า ปตฺติ คือ ผลทั้งหลาย. เพราะผล
เหล่านั้นท่านเรียกว่า ปตฺติ เพราะเป็นเหตุให้บรรลุ. ประโยชน์ทั้งหลาย
อันเป็นไปในทิฏฐธรรมและสัมปรายภพของสัตว์โลก ชื่อว่า โลกัตถะ
นี่เป็นข้อแตกต่างกัน.
บัดนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเมื่อจะแสดงภูมิแห่งจริยาเหล่านั้น จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า จตูสุ อิริยาปเถสุ ในอิริยาบถ ๔.
บทว่า สติปฏฺาเนสุ คือ แม้ในสติปัฏฐาน ซึ่งมีสติปัฏฐานเป็น
อารมณ์ที่ท่านพระสารีบุตรกล่าวอยู่ ก็กล่าวถึงธรรมที่ไม่เป็นอย่างอื่นจาก
สติ แต่ทำเหมือนเป็นอย่างอื่นด้วยโวหาร. บทว่า อริสจฺเจสุ ท่าน
กล่าวด้วยการกำหนดสัจจะไว้เป็นแผนก ๆ ด้วยสัจญาณอันเป็นโลกิยะอัน
เป็นส่วนเบื้องต้น. คำว่า อริยมคฺเคสุ และคำว่า สามญฺผเลสุ ท่าน
กล่าวด้วยอำนาจโวหารเท่านั้น. บทว่า ปเหเส คือ ในส่วนหนึ่งของ
โลกัตถจริยา คือการประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก. จริงอยู่ พระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ย่อมทรงบำเพ็ญโลกัตถจริยาโดยไม่มีส่วนเหลือ.
พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงจริยาเหล่านั้นอีก ด้วยอำนาจแห่งการก-
บุคคล (บุคคลผู้กระทำ) จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปณิธิสมฺปนฺนานํ ของผู้
ถึงพร้อมด้วยการตั้งตนไว้ชอบ.
ในบทเหล่านั้นพึงทราบความดังต่อไปนี้. ผู้มีอิริยาบถไม่หวั่นไหว
ถึงพร้อมด้วยความเป็นไปแห่งอิริยาบถ เพราะอิริยาบถสงบ ผู้ถึงพร้อม
ด้วยอิริยาบถอันสงบสมควรแก่ความเป็นภิกษุ ชื่อว่า ปณิธิสมฺปนฺนานํ
ผู้ถึงพร้อมด้วยการตั้งตนไว้ชอบ. บทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารานํ ผู้มี
ทวารคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย คือชื่อว่า คุตฺตทฺวารา เพราะมี