การขุดหลุมลวงก็ไม่ต้อง ในขณะจับเข้าที่งวง
เท่านั้น ช้างนั้นก็จะมา ณ ที่นี่เองพระเจ้าข้า.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปวเน ทิสฺวา วนจโร คือพรานป่าคนหนึ่ง
เที่ยวไปในป่าใหญ่เห็นเรา. บทว่า รญฺโ มํ ปฏิเวทยิ ความว่า จึงกราบทูล
แด่พระราชา. บทว่า ตวานุจฺฉโว คือสมควรทำเป็นช้างพระที่นั่งทรง
ของพระองค์. บทว่า น ตสฺส ปริกฺขายตฺโถ ไม่ต้องขุดคู ความว่า
อันการจับช้างนั้นเพื่อการหนีไปกำบังตนด้วยการขุดคู ด้วยใบหูของนางช้าง
ช้างเข้าไปในเชือกบ่วงที่เหวี่ยงไปหรือในเสาล่ามช้าง คือเสาตะลุงที่ปักไว้
ก็ไม่สามารถจะไปในที่ใดที่หนึ่งได้. ไม่มีประโยชน์ด้วยหลุมลวงเช่นนั้น.
บทว่า สหคหิเต คือในขณะจับ. บทว่า เอหิติ คือจักมา.
พระราชาได้ให้พรานป่าเป็นผู้นำทางไปป่า ทรงส่งควาญช้างไปกับ
บริวารด้วยมีพระดำรัสว่า ท่านจงนำคชสารที่พรานป่าบอกมาให้ได้. ควาญ
ช้างนั้นได้ไปกับพรานป่า เห็นพระโพธิสัตว์เข้าไปยังสระบัวหาอาหาร. ดังนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
แม้พระราชาทรงได้ยินคำของพรานป่านั้น
แล้ว ก็ทรงดีพระทัย ทรงส่งควาญช้างซึ่งเป็น
อาจารย์ผู้ฉลาดศึกษาดีแล้ว. ควาญช้างนั้นไป
ได้พบช้างกำลังถอนเง่าบัวอยู่ ในสระบัวหลวง