เพื่อเอาไปเลี้ยงมารดา. ควาญช้างรู้คุณศีลของ
เราพิจารณาดูลักษณะแล้ว กล่าวว่ามานี่แน่ลูก
แล้วจับที่งวงของเรา.
ในบทเหล่านั้นบทว่า เฉกาจริยํ คือควาญช้างผู้ฉลาดในวิธีจับช้าง
เป็นต้น. บทว่า สุสิกฺขิตํ คือศึกษาดีแล้วด้วยสำเร็จวิชาฝึกช้าง. บทว่า
วิญฺาย เม สีลคุณํ คือ ควาญช้างรู้คุณศีลของเราว่า ช้างผู้เจริญนี้
เป็นช้างอาชาไนย ไม่โง่ ไม่ดุ มีปกติไม่คลุกคลี. รู้อย่างไร ? บทว่า
ลกฺขณํ อุปธารยิ คือควาญช้างพิจารณาดูลักษณะของเราโดยถ้วนถี่ เพราะ
เป็นผู้มีศิลปะในการดูช้างซึ่งศึกษามาเป็นอย่างดี. ด้วยเหตุนั้นควาญช้างจึง
กล่าวว่ามานี่แน่ะลูก แล้วจับที่งวงของเรา.
พระโพธิสัตว์เห็นควาญช้างแล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า ภัยของเรานี้เกิด
จากพรานป่าผู้นี้. เรามีกำลังมากสามารถจะกำจัดแม้ช้างตั้งพันเชือกได้. เรา
โกรธขึ้นมาพอที่จะยังเหล่านักรบพร้อมด้วยแคว้นให้พินาศลงไปได้. แต่หาก
เราโกรธ. ศีลของเราก็จะขาด. เพราะฉะนั้น แม้ควาญช้างจะเอาหอกทิ่มแทง
เราะก็จะไม่โกรธ ดังนี้แล้วก็โน้มศีรษะลงยืนนิ่งอยู่. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
ในกาลนั้นกำลังของเราที่มีอยู่ในกายตาม
ปกติอันใด วันนี้กำลังของเรานั้นเสมอเหมือน