Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 74 หน้าที่ 239

เล่ม มมร. 74 หน้า 239 ข้อ 11
เพื่อเอาไปเลี้ยงมารดา. ควาญช้างรู้คุณศีลของ เราพิจารณาดูลักษณะแล้ว กล่าวว่ามานี่แน่ลูก แล้วจับที่งวงของเรา. ในบทเหล่านั้นบทว่า เฉกาจริยํ คือควาญช้างผู้ฉลาดในวิธีจับช้าง เป็นต้น. บทว่า สุสิกฺขิตํ คือศึกษาดีแล้วด้วยสำเร็จวิชาฝึกช้าง. บทว่า วิญฺาย เม สีลคุณํ คือ ควาญช้างรู้คุณศีลของเราว่า ช้างผู้เจริญนี้ เป็นช้างอาชาไนย ไม่โง่ ไม่ดุ มีปกติไม่คลุกคลี. รู้อย่างไร ? บทว่า ลกฺขณํ อุปธารยิ คือควาญช้างพิจารณาดูลักษณะของเราโดยถ้วนถี่ เพราะ เป็นผู้มีศิลปะในการดูช้างซึ่งศึกษามาเป็นอย่างดี. ด้วยเหตุนั้นควาญช้างจึง กล่าวว่ามานี่แน่ะลูก แล้วจับที่งวงของเรา. พระโพธิสัตว์เห็นควาญช้างแล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า ภัยของเรานี้เกิด จากพรานป่าผู้นี้. เรามีกำลังมากสามารถจะกำจัดแม้ช้างตั้งพันเชือกได้. เรา โกรธขึ้นมาพอที่จะยังเหล่านักรบพร้อมด้วยแคว้นให้พินาศลงไปได้. แต่หาก เราโกรธ. ศีลของเราก็จะขาด. เพราะฉะนั้น แม้ควาญช้างจะเอาหอกทิ่มแทง เราะก็จะไม่โกรธ ดังนี้แล้วก็โน้มศีรษะลงยืนนิ่งอยู่. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า :- ในกาลนั้นกำลังของเราที่มีอยู่ในกายตาม ปกติอันใด วันนี้กำลังของเรานั้นเสมอเหมือน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka