Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 15 หน้าที่ 55

เล่ม มมร. 15 หน้า 55 ข้อ 17
คำว่า โน อนยํ อาปชฺชติ มีอธิบายว่า พระตถาคตย่อมไม่ถึงอนยะ คือทุกข์ ได้แก่ความพินาศ เหมือนเดียรถีย์ผู้ยังไม่ทราบพระนิพพาน ฉะนั้น. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อแสดงถึงสิ่งที่เหล่าเดียรถีย์บัญญัติว่าเลิศ จึงตรัสว่า สนฺติ ภคฺคว เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า อิสฺ- สรกุตฺตํ พฺรหฺมกุตฺตํ ได้แก่ พระอิศวรทำให้ พระพรหมทำให้. อธิ- ขายว่า พระอิศวรเนรมิตให้ พระพรหมเนรมิตให้. จริงอยู่พึงทราบว่า พระพรหมเท่านั้น ชื่อว่าเป็นใหญ่โดยความเป็นอธิบดี ในคำว่า อิสฺสรกุตฺตํ พฺรหฺมกุตฺตํ นี้. บทว่า อาจริยกํ คือ ความเป็นอาจารย์ ได้แก่ลัทธิของอาจารย์. ในคำว่า อาจริยกํ นั้น อาจริยวาท ชื่อว่า สิ่ง ที่ชาวโลกสมมติกันว่าเลิศ. ก็อาจริยวาทนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง อธิบายว่า สิ่งที่ชาวโลกสมมติว่าเลิศ เราแสดงไว้ในคำว่า อาจริย- วาทนี้ จึงตรัสว่า อคฺคญฺํ ดังนี้. บทว่า กถํวิหิตกํ คือ ใครจักไว้ จัดไว้อย่างไร. คำที่เหลือ พึงทราบตามนัยที่อธิบายพิสดารแล้วในพรหม ชาลสูตร. บทว่า ขิฑฺฑาปโทสิกํ ได้แก่ มีมูลมาแต่เทวดาเหล่า ขิฑฑาปโทสิกะ. บทว่า อสตา คือไม่มีอยู่. อธิบายว่า เพราะอรรถว่าไม่มี. บท ว่า ตุจฺฉา ได้แก่ด้วยคำเปล่า คือเว้นจากแก่นภายใน. บทว่า มุสา คือ ด้วยมุสาวาท. บทว่า อภูเตน คือเว้นจากถ้อยคำที่เป็นจริง. บทว่า อพฺภาจิกฺขนฺติ แปลว่า กล่าวตู่ (รา). บทว่า วิปรีโต คือ มีสัญญา วิปริต ได้แก่ มีจิตวิปริต. บทว่า ภิกฺขโว จ ความว่า มิใช่พระสมณ- โคดมอย่างเดียวที่วิปริต พวกภิกษุผู้ทำตามคำสอนพระสมณโคดมนั้นก็ วิปริตไปด้วย. ครั้งนั้น เพื่อจะแสดงคำกล่าวที่พวกเดียรถีย์กล่าวหมายเอา
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka