ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๒๕๖] อนึ่ง เพราะรูปใดไม่เที่ยง รูปนั้นก็แตกต่างกันออกไป โดยเป็นรูปที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้นเป็นต้น โดยนิยม เพราะฉะนั้น เพื่อแสดงปริยายของความไม่เที่ยงนั้น หรือเพื่อแสดงถึงวิธีมนสิการซึ่งดำเนินไปโดยอาการต่างๆ ท่านจึงกล่าวพระบาลีไว้อีก (แปลความ) ว่า “รูปทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความปราศจากราคะไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา”๑ ดังนี้
นัยในขันธ์ทั้งหลายอื่นมีเวทนาเป็นต้น ก็เช่นเดียวกันนี้
[๒๕๗] เพื่อมุ่งหมายให้การกำหนดรู้ (คือสัมมสนญาณ) โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีอัตตาในขันธ์ ๕ (ตามที่กล่าวมา) นั้นมั่นแล มีความมั่นคง โยคาวจรนั้นจึงกำหนดรู้ขันธ์ ๕ ทั้งหลายเหล่านี้ด้วยการกำหนดรู้โดยความไม่เที่ยงเป็นต้นแม้นั้น โดยประเภท ซึ่งกล่าวไว้ในวังค์แห่งพระบาลีนี้ (แปลความ) ว่า “พระภิกษุได้เฉพาะซึ่งขันตี (ญาณ) อันเป็นอนุโลม โดยอาการ ๔๐ อย่างไรบ้าง ? (พระภิกษุ) ก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม โดยอาการ ๔๐ อย่างไรบ้าง” ดังนี้๒
พระผู้มีพระภาคเมื่อทรงจำแนกอนุโลมญาณ (นั้น) ได้ตรัสไว้แล้วโดยนัยเป็นต้นว่า “พระภิกษุเมื่อเห็นขันธ์ ๕ โดยอาการ ๔๐ ดังนี้ คือ
๑. อนิจจโต โดยความไม่เที่ยง
๒. ทุกขโต โดยความเป็นทุกข์
๓. โรคโต โดยเป็นโรค
๔. คัณฺฑโต โดยเป็นฝี
๕. สัลลโต โดยเป็นลูกศรเสียบ
๖. อฆโต โดยความชั่วร้าย
๗. อาพาธโต โดยความป่วยไข้
๘. ปรโต โดยเป็นปรปักษ์
๙. ปลกโต โดยแตกทำลาย
๑๐. อีติโต โดยความหายนะ
๑๑. อุปทฺวโต โดยเป็นอุปัทวะ