visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 1025 | >>

๙. และด้วยการไม่ละเลิก (หรือหยุดพัก) เสียในระหว่าง”๑

แล้ว (โยคีนั้น) พึงหลีกเลี่ยงอสัปปายะ (คือสิ่งไม่เป็นที่สบาย) ๗ อย่างเสีย แล้วเสพอยู่แต่สัปปายะ (คือสิ่งเป็นที่สบาย) ๗ อย่าง ตามนัยที่กล่าวไว้แล้วใน ปฏิ-กสิณนิเทศ (ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค) กำหนดรู้รูปในเวลาหนึ่ง กำหนดรู้รูป (สิ่งมิใช่รูปคือจิต) ในเวลาหนึ่ง (คนละเวลา ไม่ควรกำหนดรู้ด้วยกันในเวลาเดียวกัน) เมื่อกำหนดรู้รูป โยคีควรรู้ความเกิดของรูปด้วย เช่นตัวอย่างดังต่อไปนี้:-

วิธีกำหนดรู้ความเกิดของรูป

[๒๖๐] คือ ธรรมดารูปนี้เกิดขึ้นมาด้วยเหตุ ๔ อย่าง มีกรรมเป็นต้น ใน ๔ อย่างนั้น รูปของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเมื่อจะเกิดนั้น ก็เกิดขึ้นจากกรรมก่อน

ความจริง เฉพาะในขณะปฏิสนธินั้นเอง พูดถึงสัตว์จำพวกคัพพเสยยกะ (คือสัตว์ที่เกิดในครรภ์ เช่นมนุษย์) ก่อน รูป ๓๐ ที่เรียกว่า วัตถุทสกะ (หมวด ๑๐ ของวัตถุ) กายทสกะ (หมวด ๑๐ ของกาย) และภาวทสกะ (หมวด ๑๐ ของภาวะ) ก็เกิดขึ้นโดยสันติ ๓ และรูป ๓๐ เหล่านั้น และเกิดขึ้นในอุปปาทขณะ (ขณะบังเกิดขึ้น) ของปฏิสนธิจิตด้วยเหมือนกัน

รูป ๓๐ เหล่านั้นเกิดขึ้นในอุปปาทขณะโดยเฉพาะ ฉันใด ก็เกิดขึ้นทั้งในฐิติขณะ ทั้งในภังคขณะเช่นกัน ฉะนั้น, ในรูปและจิตนั้น รูปดับช้า แปรเปลี่ยนยาก จิตดับเร็ว แปรเปลี่ยนง่าย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นสิ่งอื่นแม้แต่สิ่งเดียวซึ่งแปรเปลี่ยนง่ายเหมือนดังจิตนี้” เพราะว่า เมื่อรูปปร่างอยู่ในกาล กว้างจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป ๆ ถึง ๑๖ ครั้ง อุปปาทขณะก็ดี ฐิติขณะก็ดี ภังคขณะก็ดี ของจิต ก็เป็นอย่างเดียวกัน แต่เฉพาะอุปปาทขณะและภังคขณะของรูป (นั้น) เบา (คือสั้น) เช่นเดียวกับอุปปาทขณะและภังคขณะของจิต แต่กว่าฐิติขณะ (ของรูป) ใหญ่ (คือยาว) และดำเนินไปตลอดเวลาเท่ากับจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป ๑๖ ดวง ภวังคจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น เพราะอาศัย (หทย) วัตถุ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในอุปปาทขณะของปฏิสนธิ-

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka