ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
แปลความว่า
จิต ๓๒ ดวง (พวกหนึ่ง) จิต ๒๖ ดวง (พวกหนึ่ง) จิต ๑๙ ดวง (พวกหนึ่ง) จิต ๑๖ ดวง (พวกหนึ่ง) ปรากฏว่า เป็นจิตที่ทำรูป ทำอิริยาบถและทำวิญญัตติให้เกิดก็มี และไม่ทำให้เกิดก็มี
จริงอยู่ จากกามาวจรจิต มีจิต ๓๒ ดวง คือ กุศลจิต ๘ อกุศลจิต ๑๒ กิริยาจิต ๑๐ เว้นมโนธาตุ อภิญญาจิต ๒ โดยกุศล ๑ กิริยา ๑ (เหล่านี้) ทำรูป อิริยาบถและวิญญัตติ ให้เกิด (พวกหนึ่ง) จิต ๒๖ ดวง คือ รูปาวจรจิต ๑๐ ที่เหลือ เว้นวิบาก อรูปาวจรจิต ๔ อีกทั้งโลกุตตรจิต ๘ ทำรูปและอิริยาบถให้เกิด แต่ไม่ทำวิญญัตติให้เกิด (พวกหนึ่ง) จิต ๑๙ ดวง คือ ภวังคจิต ๑๐ ในกามาวจร ภวังคจิต ๕ ในรูปาวจร มโนธาตุ ๓ วิปากอเหตุกมโนวิญญาณธาตุเป็นไปกับโสมนัส ๑ ทำรูปให้เกิดได้อย่างเดียว ไม่ทำอิริยาบถ ไม่ทำวิญญัตติให้เกิด (พวกหนึ่ง) จิต ๑๒ ดวง คือ: ปัญจวิญญาณ ๒ (๕ x ๒ = ๑๐) ปฏิสนธิจิตของสัตว์ทั้งปวง ๑ จุติจิตของพระอเสกสพทั้งหลาย ๑ รูปาวจรวิปากจิต ๔ ไม่ทำรูปให้เกิดขึ้นโดยแท้ (และ) ไม่ทำอิริยาบถ ไม่ทำวิญญัตติให้เกิด (พวกหนึ่ง) อนึ่ง ในจิตเหล่านี้ จิตทั้งหลายใด ทำให้รูปเกิด จิตทั้งหลายนันไม่ทำรูปให้เกิดในฐิติขณะหรือในภังคขณะ เพราะว่า จิตในขณะ (ทั้ง ๒) นั้น มีกำลังอ่อน แต่ว่าในอุปปาทขณะ จิตมีกำลังแรง เพราะฉะนั้น จิตนั้นอาศัยวัตถุรูปที่เกิดก่อนในขณะนั้น แล้วทำรูปให้เกิด
๒. ขันธ์ไม่มีรูป ๓ และ รูป ๑๗ อย่าง คือ ลักขณวตะ (๙) กายวิญญัติ ๑ วจีวิญญัติ ๑ อากาสธาตุ ๑ ลหุตา ๑ มุทุตา ๑ กัมมัญญตา ๑ อุปจยะ ๑ สันตติ ๑ ชื่อว่า รูปมีจิตเป็นสมุฏฐาน
๓. รูปมีสมุฏฐาน ๔ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า “ธรรมทั้งหลาย คือ จิตและเจตสิก ที่เกิดแล้วภายหลัง เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย ของกายนี้ที่เกิดแล้วก่อน” ดังนี้ ชื่อว่า รูปมีจิตเป็นปัจจัย
๔. โอชา ที่ถึงความตั้งอยู่ในรูปมีจิตเป็นสมุฏฐานทั้งหลาย ทำโอชฐูมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้น สืบต่อความเป็นไป ๒ (หรือ) ๓ วาระ โดยอาการอย่างนี้ ชื่อว่า รูปเป็นจิตตปัจจยอาหารสมุฏฐาน