ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๗๑๓] รูปที่เกิดด้วยอุตุ เป็นรูปปรากฏชัดด้วยความเย็นและความร้อน เพราะว่า รูปที่ตั้งขึ้นในฤดูการร้อน เป็นรูปซีดเซีย่ว อิดโรย ผิวพรรณเศร้าหมอง รูปที่ตั้งขึ้นด้วยฤดูหนาว เป็นรูปสดชื่น เปล่งปลั่ง ละเอียดอ่อน โยคีนั้นกำหนดรู้รูปที่เกิดด้วยฤดูนั้น แล้ว ยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปนั้นอย่างนี้ว่า “รูปที่เป็นไปในเวลาร้อน ยังไม่ทันถึงเวลาเย็น ก็ดับเสียในเวลาร้อนนั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปในเวลาเย็น ยังไม่ทันถึงเวลาร้อน ก็ดับเสียในเวลาเย็นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปที่เกิดด้วยฤดูนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ดังนี้
[๗๑๔] รูปที่เกิดจากกรรม เป็นรูปปรากฏชัดโดยทางทวารคืออายตนะ เพราะว่าในจักขุทวารมีรูปอยู่ ๔๕ คือ รูปเกิดจากกรรม ๓๐ ได้แก่ จักขุทสกะ (๑๐) กายทสกะ (๑๐) ภาวทสกะ (๑๐) และอุปัตตัมภกรูปของรูปที่เกิดจากรูปเหล่านั้น ซึ่งมีฤดูเป็นสมุฏฐาน มีจิตเป็นสมุฏฐาน และมีอาหารเป็นสมุฏฐาน อีก ๑๕ ในโสตทวาร ฆานทวารและชีหาทวาร ก็ (กำหนดจำนวน) อย่างนั้น ในกายทวารมี ๔๕ ได้แก่ กายทสกะ (๑๐) ภาวทสกะ (๑๐) และรูปซึ่งมีฤดูเป็นสมุฏฐานเป็นต้น (อีก ๒๕) ในมโนทวารก็มี ๔๕ เช่นกัน ได้แก่ หทยวัตถุทสกะ (๑๐) กายทสกะ (๑๐) และภาวทสกะ (๑๐) และรูปมีฤดูซึ่งมีฤดูเป็นสมุฏฐานเป็นต้น (อีก ๒๕)
โยคีนั้นครั้นกำหนดรู้รูปแม้ทั้งหมดนั้นแล้ว จึงยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปทั้งหลายนั้นอย่างนี้ว่า “รูปที่เป็นไปในจักขุทวาร ยังไม่ทันถึงโสตทวาร ก็ดับเสียในจักขุทวารนี้นั่นแล รูปที่เป็นไปในโสตทวารยังไม่ทันถึงฆานทวาร ... รูปที่เป็นไปในฆานทวารยังไม่ทันถึงชีวหาทวาร ... รูปที่เป็นไปในชีวหาทวารยังไม่ทันถึงกายทวาร ... รูปที่เป็นไปในกายทวารยังไม่ทันถึงมโนทวาร ก็ดับเสียในกายทวารนี้นั่นแล เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ดังนี้