ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๗๑๕] รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็นรูปปรากฏชัดด้วยความมีโสมนัสและโทมนัส เป็นความจริง รูปที่เกิดขึ้นในเวลามีโสมนัส เป็นรูปละเอียดอ่อน นุ่มนวล เปล่งปลั่ง น่าแตะต้อง รูปที่เกิดขึ้นในเวลามีโทมนัสเป็นรูปซีดเซีย่ว อิดโรย ผิวพรรณหม่นหมอง ครั้นโยคีนั้นกำหนดรู้รูปมีจิตเป็นสมุฏฐานนั้นแล้ว จึงยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปนั้นอย่างนี้ว่า “รูปที่เป็นไปในเวลามีโสมนัส ยังไม่ทันถึงเวลามีโทมนัส ก็ดับเสียในเวลามีโสมนัสนั้นนั่นแล รูปที่เป็นไปในเวลามีโทมนัส ยังไม่ทันถึงเวลามีโสมนัสดับเสียในเวลามีโทมนัสนี้นั่นแล เพราะฉะนั้น แม้รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานนั้นก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ดังนี้
เมื่อโยคีนั้นกำหนดรู้รูปมีจิตเป็นสมุฏฐาน แล้ว ยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปนั้นอยู่อย่างนี้ ความก็ปรากฏชัด ดังต่อไปนี้
ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ เกวลา
เอกจิตฺตสมายุตฺตา ลหุโส วตุตฺเต ขโล.
แปลความว่า
ชีวิต อัตภาพ สุขและทุกข์ แต่ละอย่าง ประกอบร่วมอยู่กับจิตดวงหนึ่งๆ ขณะ (ของจิตดวงหนึ่งๆ) ผ่านไปรวดเร็ว
จุลลาสีติสหสฺสานิ กปฺปา ติฏฺฐนฺติ เย มรุ
น เตวา เตปิ ติฏฺฐนฺติ ทฺวีหิ จิตฺเตหิ โสมหิตา.
แปลความว่า
เทวดาทั้งหลายเหล่าใดตั้งอยู่ตลอด ๘๔,๐๐๐ กัปป์ แม้เทวดาทั้งหลายเหล่านั้นก็ตั้งอยู่ด้วยจิต ๒ ดวง ซึ่งตั้งอยู่พร้อมกันไม่