ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
รูปธรรมดานั้นเป็นรูปปรากฏชัดแก่โยคีนั้น โดยทางกล้าไม้มีถ้าไม้อโศกเป็นต้น เพราะว่า กล้าไม้อโศกนั้นเริ่มต้นทีเดียวก็มีสีแดงอ่อน ส่วนไป ๒ วัน ๓ วันจากนั้น ก็แดงเข้มขึ้น ส่วนไป ๒ วัน ๓ วันต่อมาอีกก็แดงนวลลง จากนั้น (แตกเป็นใบอ่อน) นั้น มีสีเหมือนใบไม้อ่อน ต่อจากนั้น มีสีเป็นใบไม้แก่ขึ้น จากนั้นมีสีเป็นใบไม้เขียว จากนั้นมีสีใบเขียวแก่ ตั้งแต่เวลาที่ใบเป็นสีเขียวแก่นั้นไป ก็ทำความสืบต่อของรูปใบที่ยังเหมือนกันให้ติดต่อสืบเนื่องกันอยู่ โดย(เวลาผ่านไป)ประมาณ ๑ ปี ก็(เปลี่ยนสี)เป็นใบไม้เหลือง แล้วหลุดจากขั้ว หล่นไป
โยคีนั้น ครั้นกำหนดรู้ใบอโศกนั้นแล้ว จึงยกพระไตรลักษณ์เข้าในใบอโศกนั้นอย่างนี้ว่า “รูปที่เป็นไปในกาลมีสีแดงอ่อน ยังไม่ทันถึงกาลมีสีแดงเข้มเลย ก็ดับไปเสีย รูปที่เป็นไปในกาลมีสีแดงเข้ม ยังไม่ทันถึงกาลมีสีแดงนวล ... รูปที่เป็นไปในกาลมีสีแดงนวล ยังไม่ทันถึงกาลมีสีเป็นใบไม้อ่อน ... รูปที่เป็นไปในกาลมีสีเป็นใบไม้อ่อน ยังไม่ทันถึงกาลมีสีเป็นใบไม้แก่ ... รูปที่เป็นไปในกาลมีสีเป็นใบไม้แก่ ยังไม่ทันถึงกาลมีสีเป็นใบไม้เขียว ... รูปที่เป็นไปในกาลมีสีเป็นใบไม้เขียว ยังไม่ทันถึงกาลมีสีเป็นใบไม้เขียวแก่...รูปที่เป็นไปในกาลมีสีเป็นใบไม้เขียวแก่ยังไม่ทันถึงกาลเป็นใบไม้เหลือง ... รูปที่เป็นไปในกาลเป็นใบไม้เหลือง ยังไม่ทันถึงกาลหลุดจากขั้วหล่นไปก่อน ก็ดับเสีย เพราะฉะนั้น ใบอโศกนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ดังนี้ แล้วกำหนดรู้รูปธรรมดาแม้ทุกชนิดโดยนัยนี้
โยคียกพระไตรลักษณ์ขึ้นแล้วกำหนดรู้สังขารทั้งหลาย โดยทางรูปสัตตกะ ด้วยอาการดังกล่าวนี้ก่อน
[๗๑๗] อนึ่ง คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้ว (ข้างต้น) ว่า “ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์แล้ว กำหนดรู้สังขารทั้งหลาย โดยทางอรูปสัตตกะ” ในคำนั้นมีมาติกาดังนี้ คือ:-
๑. กลาปโต โดยความเป็นกลุ่ม
๒. ยมกโต โดยความเป็นคู่
๓. ขณิกโต โดยความเป็นไปโดยขณะ (จิต)