ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
๔. ปฏิปาฏิโต โดยลำดับ
๕. ทิฏฐิอุกฺขาณโต โดยเพิกถอนความเห็นผิด
๖. มานสมุกฺขาณโต โดยเพิกถอนมานะ
๗. นิกนฺติปริยาทานโต โดยความสิ้นไปแห่งความใคร่
ในอาการ ๗ อย่างนั้น คำว่า “โดยความเป็นกลุ่ม” หมายถึง (กลุ่ม) ธรรมมีผัสสะเป็น (อันดับ) ที่ ๕
ถาม - กำหนดรู้โดยความเป็นกลุ่มอย่างไร ?
ตอบ - พระภิกษุในพระศาสนานี้พิจารณาเห็นดังนี้ว่า “ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นที่ ๕ เหล่านี้ใด เกิดขึ้นแล้วในการกำหนดรู้ว่า “ผมทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” และธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นที่ ๕ เหล่านี้ใด เกิดขึ้นแล้วในการกำหนดรู้ว่า “ขนทั้งหลาย ... ขลฯ ... มันสมอง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นยังไม่ทันถึงธรรมนอกนี้และนอกนี้ ก็ทำเสียงตุะตุตะพินาศไปเป็นปล้องๆ เป็นท่อนๆ เหมือนงาที่เขาวางลงบนแผ่นกระเบื้องอันร้อน (แตกอยู่เปรี๊ยะๆ) ฉะนั้น เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลาย (มีผัสสะเป็นที่ ๕) เหล่านั้นจึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ดังนี้
นี้เป็นนัยในวิสุทธิกถาก่อน
ส่วนใน อริยวังสกถา ท่านกล่าวไว้ว่า “เมื่อโยคีกำหนดรู้อยู่ซึ่งจิตที่เป็นไปอยู่ว่า “รูปใน ๗ ฐานะในรูปสัตตกะ (ที่กล่าวมาแล้ว) ข้างต้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ด้วยจิตอีกดวงหนึ่งว่า “จิตดวง(ที่เป็นไปอยู่)นั้น ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ดังนี้ ชื่อว่า “กำหนดรู้โดยความเป็นกลุ่ม” คำที่กล่าวไว้ในอริยวังสกถานั้นถูกต้องกว่า เพราะฉะนั้น เราจักจำแนกการกำหนดรู้(โดยความเป็นคู่เป็นต้น) แม้ที่ยังเหลือ โดยนัย(อริยวังสกถา)นั้นทางเดียว”
[๗๑๘] คำว่า “โดยความเป็นคู่” ความว่า พระภิกษุในพระศาสนานี้กำหนดรู้รูประหว่างความยึดถือไว้ (ปฏิสนธิ) และความปล่อยวาง (จุติ) ว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” แล้วกำหนดรู้ จิตแม่ดวงนั้น เองด้วย จิตอีกดวงหนึ่งว่า “(แม่จิตดวงนั้น) ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ดังนี้ พระภิกษุกำหนดรู้รูปที่ถึงความแตกดับ