ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[29] แม้ปัตตปิณฑิกธุดงค์ ก็ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาด้วยคำสมาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง จากคำสมาทาน 2 อย่างนี้ คือ ทุติยภาชนํ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้าขอปฏิเสธภาชนะอันที่ 2 ดังนี้อย่างหนึ่ง และ ปตฺตปิณฑิกงฺคํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งองค์ของภิกษุผู้มีบิณฑบาตในบาตรเป็นปกติ ดังนี้อย่างหนึ่ง. ว่าด้วยการสมาทานในปัตตปิณฑิกธุดงค์นี้ เพียงเท่านี้.
ภิกษุผู้มีบิณฑบาตในบาตรเป็นปกตินั้น ถึงเวลาจะดื่มข้าวยาคู เมื่อได้อาหารมาไว้ในภาชนะแล้ว พึงฉันอาหารก่อนหรือจะดื่มข้าวยาคูก่อนก็ได้. ถ้าใส่อาหารลงในข้าวยาคู เมื่ออาหารที่ใส่ลงไปนั้นเป็นปลาเน่าเป็นต้น ข้าวยาคูก็จะเป็นสิ่งที่น่าเกลียด และควรทำข้าวยาคูให้หายน่าเกลียดเสียจึงค่อยฉัน เพราะฉะนั้น คำว่า พึงฉันอาหารก่อนได้ นี้ ท่านกล่าวหมายเอาอาหารเช่นนั้น.
ส่วนอาหารใดย่อมไม่เป็นสิ่งที่น่าเกลียด เช่น น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น อาหารนั้นพึงใส่ลงในข้าวยาคูได้ แต่เมื่อจะหยิบเอาอาหารเช่นนั้น ก็พึงหยิบเอาแต่พอสมควรแก่ประมาณเท่านั้น ผักดิบจะใช้มือจับกัดกินก็ได้ แต่เมื่อไม่ทำดังนั้นพึงใส่ลงในบาตรนั้นเทียว ส่วนภาชนะอย่างอื่นแม้จะเป็นใบไม้ก็ตามก็ไม่ควรใช้ เพราะได้ปฏิเสธภาชนะอันที่ 2 ไว้แล้ว. ว่าด้วยกรรมวิธีในปัตตปิณฑิกธุดงค์นี้ เพียงเท่านี้.
โดยประเภท แม้ภิกษุผู้มีบิณฑบาตในบาตรเป็นปกตินี้ก็มี 3 ประเภท. ใน 3 ประเภทนั้น ปัตตปิณฑิกภิกษุชั้นอุกฤษฏ์ แม้จะคายกากอาหารทิ้งก็ไม่ควร ยกเว้นแต่เวลาฉันอ้อย อนึ่ง แม้ก้อนข้าวสุก ปลา เนื้อ และขนม จะใช้มือฉันก็ไม่ควร.