ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
พระภิกษุกำหนดรู้รูปที่ถึงความดับด้วยความเติบโตขึ้นตามวัย ๑ รูปเกิดด้วยอาหาร ๑ รูปเกิดด้วยอุตุ ๑ รูปเกิดจากกรรม ๑ รูปมีจิตเป็นสมุฏฐาน ๑ รูปธรรมดา ๑ ว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ดังนี้แล้วควรกำหนดรู้จิตดวงที่ ๑ นั้นด้วยจิตดวงที่ ๒ ... กำหนดรู้จิตดวงที่ ๒ ด้วยจิตดวงที่ ๓ ... ขลฯ กำหนดรู้จิตดวงที่ ๑๐ ด้วยจิตดวงที่ ๑๑ ว่า “แม่จิตดวงนี้ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ดังนี้ ตลอดเวลากลางวันสิ้นทั้งวันโดยลำดับวิปัสสนาอย่างนี้
แต่ว่า ทั้งรูปกัมมัฏฐาน๑ ทั้งอรูปกัมมัฏฐาน๒ เพียงกำหนดรู้ถึงจิตดวงที่ ๑๐ ก็เป็นการเพียงพอ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ (ในอริยวังสกถา) ว่า ควรพักไว้แค่จิตดวงที่ ๑๐ เท่านั้น
พระภิกษุผู้กำหนดรู้ด้วยอาการดังกล่าวนี้ ชื่อว่ากำหนดรู้ โดยลำดับ (จิต)
[๗๒๑] ในอาการ ๓ อย่าง คือ :- โดยเพิกถอนความเห็นผิด ๑ โดยเพิกถอนมานะ ๑ โดยความสิ้นไปแห่งความใคร่ ๑ เหล่านี้ชื่อนัยแห่งการกำหนดรู้แยกกัน หาไม่ (ต้องกำหนดรู้ร่วมกัน)
อนึ่ง พระภิกษุผู้เห็นอยู่ซึ่งรูป (ที่กำหนดรู้แล้ว) ข้างต้นนั้นก็ดี และอรูปที่กำหนดรู้อยู่ในที่นี้ก็ดี นั้นนั้น จะไม่เห็นสิ่งอื่นที่เรียกว่าสัตว์นอกไปจากรูปและอรูป จำเดิมแต่ไม่เห็นสัตว์ ก็เป็นอันเพิกถอนสัตตสัญญา (ความสำคัญว่าสัตว์) ได้แล้ว เมื่อพระภิกษุกำหนดรู้สังขารทั้งหลายด้วยจิตที่ถอนสัตตสัญญาได้แล้ว ทิฏฐิก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อทิฏฐิไม่เกิดขึ้น ก็ชื่อว่าเป็นอันเพิกถอนทิฏฐิได้แล้ว เมื่อพระภิกษุกำหนดรู้สังขารทั้งหลายด้วยจิตที่เพิกถอนทิฏฐิได้แล้ว มานะก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อมานะไม่เกิดขึ้น ก็ชื่อว่าเป็นอันถอนมานะได้แล้ว เมื่อพระภิกษุกำหนดรู้สังขารทั้งหลายด้วยจิตที่เพิกถอนมานะได้แล้ว ตัณหาก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อตัณหาไม่เกิดขึ้น นิกันติ (ความใคร่) ก็ชื่อว่าเป็นอันสิ้นไปฉะนี้แล คำนี้ท่านกล่าวไว้ใน วิสุทธิกถา ก่อน
๑ รูปกัมมัฏฐาน = กัมมัฏฐานมีรูปเป็นอารมณ์
๒ อรูปกัมมัฏฐาน = กัมมัฏฐานมีอรูปเป็นอารมณ์