visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 1051 | >>

แต่นั้น อริยวังสกถา ท่านตั้งมาติกาไว้ว่า “โดยเพิกถอนทิฏฐิโดยเพิกถอนมานะโดยความสิ้นไปแห่งนิกันติ (ความใคร่) ๑” แล้วแสดงนัย (คือวิธีกำหนดรู้) ไว้ดังนี้ว่า “ความจริง เมื่อโยคีถือว่า “ข้าพเจ้าเห็นแจ้งอยู่ วิปัสสนา (เป็น) ของข้าพเจ้า” ดังนี้ ยังหาชื่อว่ามีการเพิกถอนทิฏฐิได้ไม่ แต่เมื่อโยคีถือว่า “สังขารทั้งหลายนั้นแล เห็นแจ้ง พิจารณา กำหนด กำหนดรู้ จำแนกอยู่ ซึ่งสังขารทั้งหลาย” ดังนี้ จึงชื่อว่ามีการเพิกถอนทิฏฐิ เมื่อโยคีถือว่า “ข้าพเจ้าเห็นแจ้งด้วยดี ข้าพเจ้าเห็นแจ้งสิ่งที่พึงพอใจ” ดังนี้ ยังหาชื่อว่ามีการเพิกถอนมานะได้ไม่ แต่เมื่อโยคีถือว่า “สังขารทั้งหลายนั้นเอง เห็นแจ้ง พิจารณา กำหนด กำหนดรู้ จำแนกอยู่ ซึ่งสังขารทั้งหลาย” ดังนี้ จึงชื่อว่ามีการถอนมานะ เมื่อโยคีคิดวิปัสสนาอยู่ว่า “ข้าพเจ้าสามารถเห็นแจ้ง” ดังนี้ หาชื่อว่ามีการสิ้นไปแห่งความใคร่ไม่ แต่เมื่อโยคีถืออยู่ว่า “สังขารทั้งหลายนั้นเอง เห็นแจ้ง พิจารณา กำหนด กำหนดรู้ จำแนกอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย” ดังนี้ จึงชื่อว่ามีการสิ้นไปแห่งความใคร่ เมื่อโยคีเห็นอยู่ว่า “ถ้าสังขารทั้งหลายพึงเป็นอัตตาไซร้ การถือ (สังขารทั้งหลายนั้น) ว่า “อัตตา” ก็ควร แต่ว่า (สังขารทั้งหลาย) ไม่มีอัตตาเลย ถือว่า เป็นอัตตา เพราะฉะนั้นสังขารทั้งหลายเหล่านั้นจึงเป็นอนัตตา โดยความหมายว่าไม่เป็นไปในอำนาจ เป็นของไม่เที่ยง โดยความหมายว่ามีแล้วหามีไม่ (คือเกิดแล้วดับไป) เป็นทุกข์ โดยความหมายว่าเบียดเบียนเฉพาะหน้าด้วยความเกิดและความดับ” ดังนี้ ชื่อว่ามีการเพิกถอนทิฏฐิ เมื่อโยคีเห็นอยู่ว่า “ถ้าสังขารทั้งหลายพึงเป็นของเที่ยงไซร้ การถือ (สังขารทั้งหลายนั้น) ว่า “เป็นของเที่ยง” ก็ควร แต่ว่า (สังขารทั้งหลาย) ไม่เที่ยงเลย ถือว่าเป็นของเที่ยง เพราะฉะนั้น สังขารทั้งหลายเหล่านั้นจึงเป็นของไม่เที่ยงโดย

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka