ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ความหมายว่ามีแล้วหามีไม่ เป็นทุกข์โดยความหมายว่าเบียดเบียนเฉพาะหน้าด้วยความเกิดและความดับ เป็นอนัตตาโดยความหมายว่าไม่เป็นไปในอำนาจ” ดังนี้ ชื่อว่ามีการเพิกถอนมานะ เมื่อโยคีเห็นอยู่ว่า “ถ้าสังขารทั้งหลายพึงเป็นสุขไซร้ การถือ (สังขารทั้งหลายนั้น) ว่า “เป็นสุข” ก็ควร แต่ว่า (สังขารทั้งหลาย) เป็นทุกข์โดยแท้ ถือว่าเป็นสุข เพราะฉะนั้น สังขารทั้งหลายเหล่านั้นจึงเป็นทุกข์ โดยความหมายว่าเบียดเบียนเฉพาะหน้าด้วยความเกิดและความดับ เป็นของไม่เที่ยงโดยความหมายว่ามีแล้วหามีไม่ เป็นอนัตตาโดยความหมายว่าไม่เป็นไปในอำนาจ” ดังนี้ ชื่อว่ามีการสิ้นไปแห่งความใคร่
“เมื่อโยคีเห็นอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็นอนัตตา ชื่อว่ามีการเพิกถอนทิฏฐิ เมื่อโยคีเห็นอยู่โดยความไม่เที่ยง ชื่อว่ามีการเพิกถอนมานะ เมื่อโยคีเห็นอยู่โดยความเป็นทุกข์ ชื่อว่ามีการสิ้นไปแห่งความใคร่ ด้วยอาการดังกล่าวนั้น เพราะเหตุนี้ วิปัสสนานี้ชื่อว่าอยู่ในฐานะโดยเฉพาะของตนๆ” ดังนี้
โยคียกพระไตรลักษณ์ขึ้นกำหนดรู้สังขาร (ด้วยสัมมสนญาณ) โดยทางอรูปสัตตกะด้วยอาการดังกล่าวนี้
อนึ่ง ทั้งรูปกัมมัฏฐานทั้งอรูปกัมมัฏฐานของโยคีนั้น เป็นกัมมัฏฐานที่คล่องแคล่วเพียงพอด้วยอาการเพียงนี้
[๗๒๒] โยคีท่านนั้นเป็นผู้มีทั้งรูปกัมมัฏฐานและอรูปกัมมัฏฐานคล่องแคล่วเพียงพออย่างนี้ เมื่อแทงตลอด(รู้แจ้ง)เฉพาะ ณ ที่นี้ก่อน แต่เพียงเอกเทศของมหาวิปัสสนา ๑๘ ที่ตนพึงบรรลุโดยอาการทั้งปวง ด้วยสามารถปหานปริญญา เริ่มต้นแต่กังคานปัสสนาญาณ(โดยลำดับ)ขึ้นไป ก็ละธรรม(มีนิจจสัญญาเป็นต้น)ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ของมหาวิปัสสนา ๑๘ นั้นได้
ที่เรียกว่า มหาวิปัสสนา ๑๘ ได้แก่ ปัญญา มีอนิจจานุปัสสนา เป็นต้น ซึ่งโยคีเมื่อ
๑. ทำ อนิจจานุปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ นิจจสัญญา ได้
(ปัญญาเห็นเนืองๆ ว่าไม่เที่ยง) (ความสำคัญว่าเที่ยง)