ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
๒. ทำ ทุกขานุปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ สุขสัญญา ได้
(ปัญญาเห็นเนืองๆ ว่าเป็นทุกข์) (ความสำคัญว่าเป็นสุข)
๓. ทำ อนัตตานุปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ อัตตสัญญา ได้
(ปัญญาเห็นเนืองๆ ว่าไม่มีอัตตา) (ความสำคัญว่ามีอัตตา)
๔. ทำ นิพพิทานุปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ นันทิ ได้
(ปัญญาเห็นเนืองๆ ด้วยความเบื่อหน่าย) (ความเพลิดเพลิน)
๕. ทำ วิราคานุปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ ราคะ ได้
(ปัญญาเห็นเนืองๆ ด้วยปราศจากความกำหนัด) (ความกำหนัด)
๖. ทำ นิโรธานุปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ สมุทัย ได้
(ปัญญาเห็นเนืองๆ ซึ่งความดับ) (สิ่งที่เป็นแดนเกิด)
๗. ทำ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ อาทานะ ได้
(ปัญญาเห็นเนืองๆ ด้วยการสละทิ้งไป) (ความยึดถือไว้)
๘. ทำ ขยานุปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ ฆนสัญญา ได้
(ปัญญาเห็นเนืองๆ ซึ่งความสิ้นไป) (ความสำคัญว่าเป็นก้อน)
๙. ทำ วยานุปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ อายูหนะ ได้
(ปัญญาเห็นเนืองๆ ซึ่งความเสื่อมไป) (ความขวนขวาย)
๑๐. ทำ วิปริณามานุปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ ธุวสัญญา ได้
(ปัญญาเห็นเนืองๆ ซึ่งความแปรผัน) (ความสำคัญว่ายั่งยืน)
๑๑. ทำ อนิมิตตานุปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ นิมิตตะ ได้
(ปัญญาเห็นเนืองๆ ว่าไม่มีนิมิต) (ความมีนิมิต)
๑๒. ทำ อัปปณิหิตานุปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ ปณิธิ ได้
(ปัญญาเห็นเนืองๆ ว่าไม่มีที่ตั้ง) (ตัณหาเป็นที่ตั้ง)
๑๓. ทำ สุญญตานุปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ อภิเวสะ ได้
(ปัญญาเห็นเนืองๆ โดยความว่างเปล่า) (ความยึดมั่น)
๑๔. ทำ อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา ให้เกิดขึ้น ก็ละ สารทานาภินิเวสะ ได้
(วิปัสสนาในธรรมคือปัญญาอันยิ่ง) (ความยึดมั่นด้วยการยึดถือว่ามีสาระ)
๑๕. ทำ ยถาภูตญาณทัสสนะ ให้เกิดขึ้น ก็ละ สัมโมหาภินิเวสะ ได้
(ความรู้ความเห็นตามเป็นจริง) (ความยึดถือด้วยความลุ่มหลง)