visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 1055 | >>

๔. (ก) ตรุณอุทยัพยญาณกถา

[๗๒๓] เพราะฉะนิจจสัญญาเป็นต้น อันเป็นปฏิปักษ์ต่อวิปัสสนามีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น ด้วยประการดังกล่าวมานี้ โยคีท่านนั้นเป็นผู้มีฌานหมดจดวิเศษถึงฝั่งฟากแห่งสัมมสนญาณแล้ว จึงเริ่มทำความเพียรเพื่อบรรลุอุทยัพยานุปัสสนาญาณ ซึ่งท่านกล่าวไว้ในลำดับแห่งสัมมสนญาณว่า “ปัญญาในการเห็นเนืองๆ ซึ่งความแปรผันของปัจจุบันธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าอุทยัพยานุปัสสนาญาณ” ดังนี้๑ และเมื่อเริ่มทำ ก็เริ่มต้นโดยสังเขปก่อน ในการเริ่มต้นโดยสังเขปนั้น มีพระบาลี (แปลความ) ดังต่อไปนี้

ถามว่า ปัญญาในการเห็นเนืองๆ ซึ่งความแปรผันของปัจจุบันธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าอุทยัพยานุปัสสนาญาณ เป็นอย่างไร ?

ตอบว่า ปัญญาในการเห็นเนืองๆ ซึ่งความแปรผันของธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ชื่อว่าอุทยัพยานุปัสสนาญาณ คือ รูปที่เกิดแล้วเป็นปัจจุบัน ลักษณะแห่งความเกิดของรูปนั้น เป็นอุทยะ (ความเกิดขึ้น) ลักษณะแห่งความแปรผัน(ของรูปนั้น) เป็นวยะ (ความดับไป) ปัญญาเห็นเนืองๆ เป็น ญาณ เวทนาที่เกิดแล้ว ... สัญญาที่เกิดแล้ว ... สังขารที่เกิดแล้ว ... วิญญาณที่เกิดแล้ว ... จักขุที่เกิดแล้ว ขลฯ ภพที่เกิดแล้ว เป็นปัจจุบัน ลักษณะแห่งความเกิดของภพนั้น เป็นอุทยะ (ความเกิดขึ้น) ลักษณะแห่งความแปรผัน เป็นวยะ (ความดับไป) ปัญญาเห็นเนืองๆ เป็นญาณ” ดังนี้

โยคีท่านนั้นเห็นอยู่อย่างสม่ำเสมอเนืองๆ ซึ่งลักษณะแห่งความเกิด ซึ่งความเกิดขึ้น ซึ่งอาการใหม่เอี่ยมของนามและรูปที่เกิดแล้ว ว่าอุทยะ (ความเกิดขึ้น) เห็นอยู่อย่างสม่ำเสมอเนืองๆ ซึ่งลักษณะแห่งความแปรผัน ซึ่งความสิ้นหวัง ซึ่งความแตกดับไปว่า วยะ (ความดับไป) ตามนัยแห่งพระบาลี (ดังกล่าว) นี้

โยคีนั้นกำหนดรู้อย่างนี้ว่า “ในกาลก่อนแต่การเกิดขึ้นของนามและรูปนี้ กองหรือที่เก็บไว้ของนามและรูป ที่ยังไม่เกิดขึ้น หามีไม่ แม้เมื่อนามและรูปเกิดขึ้นอยู่ ก็หามีที่เรียกว่า การมาจากกองหรือที่เก็บไว้ไม่ แม้เมื่อนามและรูปกำลังดับอยู่ ก็หามี

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka