ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
โดยขณะ เพราะรู้ลงไปถึงความมีและความไม่มี (เกิดแล้วดับ) และเพราะรู้ลงไปถึงความว่างเปล่าของปัจจัย อันเป็นที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลายด้วย แม้ทุกขลักษณะก็ปรากฏชัดเหมือนอนัตตลักษณะ เพราะรู้ลงไปถึงความเบียดเบียนเฉพาะหน้าด้วยความเกิดขึ้นและความดับ แม้สภาวลักษณะก็ปรากฏชัดเหมือนทุกขลักษณะ เพราะรู้ลงไปถึงธรรมที่กำหนดด้วยความเกิดขึ้น และความดับไป แม้ความที่สังขตลักษณะเป็นไปเพียงชั่วขณะ ก็ปรากฏชัดในสภาวลักษณะ (ลักษณะโดยสภาพตามเป็นจริง ... เช่น ไฟ - ร้อน น้ำ - เหลว) เพราะรู้ลงไปถึงความไม่มีแห่งความดับในขณะแห่งความเกิดขึ้น และเพราะไม่มีความเกิดขึ้นในขณะแห่งความดับไป ฉะนี้แล
[๗๓๑] เมื่อโยคีนั้นเป็นผู้เห็นความแตกต่างกันของสัจจจะ ของปฏิจจสมุปบาท ของนัย และของลักษณะ ปรากฏชัดอย่างนี้ สังขารทั้งหลายก็ปรากฏเป็นของใหม่อยู่เป็นนิตย์ทีเดียวว่า “ทราบว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้มีชื่ออย่างนี้ ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นแต่ก่อน ก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป” และมิใช่แต่ปรากฏเป็นของใหม่อยู่เป็นนิตย์เท่านั้น สังขารทั้งหลายยังปรากฏว่ามีปกติตั้งอยู่ชั่วเวลาเล็กน้อย ประดุจหยาดน้ำค้างในเวลาดวงอาทิตย์ขึ้น๓ ประดุจฟองน้ำ๔ ประดุจรอยขีดด้วยไม้บนผิวน้ำ๕ ประดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาดบนปลายเข็ม๖ และประดุจสายฟ้าแลบ อีกทั้งปรากฏว่าไม่มีแก่นสาร และไร้สาระ ประดุจมายากล๘ พยับแดด๙ ความฝัน๑๐ ความบ้าฟั่น (ที่ตีตไฟ) คนธรรพนคร (วิมานในอากาศ) ฟองน้ำ และต้นกล้วย๑๒ เป็นต้น
ด้วยภาวนาวิธีเท่าที่กล่าวมานี้ เป็นอันว่าโยคีท่านนี้ได้บรรลุแล้ว ซึ่ง ตรุณวิปัสสนาญาณ (วิปัสสนาญาณอย่างอ่อน) อันดับแรก มีชื่อว่า อุทยัพยานุปัสสนาญาณ (อย่างอ่อน) ซึ่งแทงตลอดลักษณะครบถ้วน ๔๐ โดยอาการนี้ว่า “สิ่งที่มีความดับไปเป็นธรรมดานั่นเองเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ถึงความดับไป” ดังนี้ ซึ่งโดยเหตุที่ได้บรรลุ (ตรุณวิปัสสนาญาณนี้) โยคีท่านนั้นก็ถึงการนับว่า “อารทฺธวิปสฺสโก-ผู้เริ่มต้นนำเพ็ญวิปัสสนา”
๑ ดูเทียบ ม. มู. (ไทย) ๑๒/๔๐๕/๔๓๘
๒ ดูเทียบ ม. มู. (ไทย) ๑๒/๔๐๖/๔๔๑
๓ ดูเทียบ องฺ. สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๗๔/๑๖๘
๔ ดูเทียบ สํ. ข. (ไทย) ๑๗/๔๕/๘๑
๕ ดูเทียบ ขุ. สุ. (ไทย) ๒๕/๑๔๔/๙๙๖
๖ ดูเทียบ ขุ. สุ. (ไทย) ๒๕/๗๖/๔๑
๗ ดูเทียบ ม. มู. (ไทย) ๑๒/๔๐๕/๔๓๘
๘ ดูเทียบ สํ. ข. (ไทย) ๑๗/๔๕/๘๑