ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๗๗๒] ในระยะนั้น ด้วยตระกูลวิปัสสนานี้ วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ ประการ (สิ่งที่ทำให้วิปัสสนาหม่นหมอง) ก็เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น ผู้เริ่มต้นนำเพ็ญวิปัสสนา ความจริง วิปัสสนูปกิเลสจะไม่เกิดขึ้นแก่
๑. พระอริยสาวกผู้บรรลุปฏิเวธแล้ว
๒. ผู้ปฏิบัติผิด (เริ่มต้นมาแต่ศีลวิบัติ)
๓. ผู้ละทิ้งกัมมัฏฐาน และ
๔. บุคคลเกียจคร้าน (แม้ปฏิบัติถูกต้องมาแต่เริ่มต้น)
แต่จะเกิดขึ้นแก่กุลบุตรผู้ปฏิบัติดีโดยชอบ ประกอบความเพียรแล้วประกอบเล่า ผู้เริ่มต้นนำเพ็ญวิปัสสนาแล้วเท่านั้น
แต่ว่า อุปกิเลส ๑๐ เหล่านั้น คืออะไรบ้าง ? คือ
๑. โอภาส แสงสว่าง
๒. ญาณ ความรู้
๓. ปีติ ความเอิบอิ่ม
๔. ปัสสัทธิ ความสงบ
๕. สุข ความสุข
๖. อธิโมกข์ ความเชื่อ - ศรัทธา
๗. ปัคคาหะ ความเพียร - วิริยะ
๘. อุปัฏฐาน ความเข้าไปตั้งอยู่ - สติ
๙. อุเบกขา ความวางเฉย
๑๐. นิกันติ ความใคร่
ความจริง ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวคำนิ้ไว้แล้วว่า “ใจที่ถูกความฟุ้งซ่านในธรรม๒ (คืออุปกิเลส) ครอบงำ เป็นอย่างไร ? พระภิกษุเมื่อกระทำในใจอยู่โดยความไม่เที่ยง โอภาสก็เกิดขึ้น พระภิกษุนั้นบำพึงถึงโอภาสอยู่ว่า ‘โอภาสเป็นธรรม’ ความฟุ้งซ่านเพราะโอภาสเป็นเหตุนั้น เป็นอุปกิจจะ พระภิกษุ
๑ ดูเทียบ ข. ป. (ไทย) ๓๑/๖/๒๒๕
๒ โปรดสังเกตคำว่า ธรรม ที่กล่าวถึงนี้ หมายถึง ทั้งอุปกิเลสและอริยมรรค