visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 1062 | >>

ผู้มีใจอันอุปกิจะนั้นครอบงำแล้ว ไม่กำหนดรู้ความปรากฏโดยความไม่เที่ยงตามเป็นจริง ไม่กำหนดรู้ความปรากฏโดยความเป็นทุกข์ ... โดยความเป็นอนัตตาตามเป็นจริง ... อนึ่ง เมื่อภิกษุนั้นกระทำในใจอยู่โดยความไม่เที่ยง ญาณก็เกิดขึ้น ... ปีติ ... ปัสสัทธิ ... สุข ... อธิโมกข์ ... ปัคคาหะ ... อุปัฏฐานะ ... อุเบกขา ... นิกันติ ก็เกิดขึ้น พระภิกษุนั้นบำพึงถึงนิกันติอยู่ว่า “นิกันติเป็นธรรม” ความฟุ้งซ่านเพราะนิกันติเป็นเหตุนั้น เป็นอุปกิจะ พระภิกษุผู้มีใจอันอุปกิจะนั้นครอบงำแล้ว ไม่กำหนดรู้ความปรากฏโดยความไม่เที่ยงตามเป็นจริง ไม่กำหนดรู้ความปรากฏโดยความเป็นทุกข์ ... โดยความเป็นอนัตตาตามเป็นจริง” ดังนี้

๑. โอภาส

[๗๗๓] ในอุปกิเลส ๑๐ นั้น คำว่า “โอภาส - แสงสว่าง” ได้แก่ วิปัสสนาโภคาส (คือแสงสว่างในวิปัสสนา) เมื่อวิปัสสนาโภคาสนั้นเกิดขึ้น โยคาวจรคิดว่า “แสงสว่างเห็นปานนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแก่ฉันในกาลก่อนแต่บัดนี้เลยหนอ ฉันเป็นผู้บรรลุมรรคแล้ว ฉันเป็นผู้บรรลุผลแล้วเป็นแน่” ดังนี้ แล้วถือเอาสิ่งมิใช่มรรคนั้นแหละว่า “มรรค” และถือเอาสิ่งมิใช่ผลนั้นแล้ว “ผล” เมื่อโยคาวจรนั้นถือเอาสิ่งที่มิใช่มรรคว่า “มรรค” สิ่งที่มิใช่ผลว่า “ผล” วิถีของวิปัสสนาก็ชื่อว่า ก้าวออกไปนอกทาง โยคาวจรนั้นก็ละทิ้งมูลกัมมัฏฐาน คือ กัมมัฏฐานเดิม ของตน แล้วนั่งชื่นชมโอภาสอยู่นั่นแล

อนึ่ง สำหรับพระภิกษุบางท่าน โอภาสนี้นั้นเกิดขึ้นส่องสว่างเพียงฐานบัลลังก์เท่านั้น สำหรับบางท่าน ส่องสว่างตลอดภายในห้อง สำหรับบางท่าน ส่องสว่างภายนอกห้องด้วย สำหรับบางท่าน ส่องสว่างไปทั่ววิหารทั้งสิ้น สำหรับบางท่านส่องสว่างไปตลอดคาวุต...ตลอดครึ่งโยชน์...ตลอด ๑ โยชน์ ... ตลอด ๒ โยชน์ ... ตลอด ๓ โยชน์ ... ฯลฯ ... สำหรับบางท่าน โอภาสนั้นทำให้สว่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตั้งแต่พื้นปฐพีขึ้นไปถึงพรหมโลกชั้นอกนิฏฐ์ แต่ของพระผู้มีพระภาคเกิดขึ้นส่องสว่างไปตลอด ๑๐,๐๐๐ โลกธาตุ ในการประมาณแตกต่างกันของโอภาสนั้น โดยประการดังกล่าวนี้ มีเรื่องเป็นอุปาทรณ์ดังนี้

๑ มูลกัมมัฏฐาน หมายถึง อารมณ์กัมมัฏฐานที่โยคาวจรกำหนดมาแต่เดิม เช่น นั่งกำหนดพองหนอ - ยุบหนอ มาแต่แรก พอเกิดโอภาสขึ้น ก็หยุดกำหนดพองหนอ - ยุบหนอ ซึ่งเป็นมูลกัมมัฏฐานเสีย แล้วนั่งชมโอภาสนั้นเพลินไป

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka