ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
บรรลุธรรมนี้แต่เมื่อไร” พระเถระก็กล่าวว่า “ในกาลแต่บัดนี้ไป ๒๐ ปี อาวุโส” จึงกราบเรียนว่า “โปรดใช้สมาธิเถอะ ขอรับ” พระเถระบอกว่า “เรื่องนี้ไม่หนักหนาอะไร อาวุโส” ท่านพระธัมมทินนเถระกราบเรียนว่า “ถ้ากระนั้นนิมนต์ท่านริมิตช้างสักเชือกเถิด ขอรับ” พระเถระก็นิรมิตช้างเผือกตลอดทั้งตัวขึ้น ท่านพระธัมมทินนเถระจึงกราบเรียนว่า “ท่านขอรับ คราวนี้ โปรดทำให้ช้างตัวนั้นกางหูเหยียดหาง เอางวงใส่ไว้ในปาก ทำเสียงโกญจนาทอย่างน่ากลัวหันหน้าเดินตรงมาหาท่านอาจารย์” พระเถระก็ทำอย่างนั้น ครั้นเห็นอาการอันน่ากลัวของช้างซึ่งเดินมาโดยเร็ว กิเลสขึ้นเริ่มจะหนีไป พระเถระผู้ขีณาสพจึงยื่นมือไปเหนี่ยวชายจีวรไว้ แล้วกราบเรียนท่านอาจารย์นั้นว่า “ท่านขอรับ ชื่อว่าความหวาดกลัวยังมีอยู่แก่พระขีณาสพหรือ”
พระเถระนั้นจึงรู้ในเวลานั้นว่าตนยังเป็นปุถุชน แล้วพูดว่า “อาวุโส ธัมมทินนะ โปรดเป็นที่พึ่งของฉันด้วย” นั่งกระหย่ง ณ ใกล้เท้า ท่านพระธัมมทินนเถระจึงกราบเรียนว่า “ข้าแต่ท่านอาจารย์ กระผมก็มาด้วยใจเจตน์เป็นที่พึ่งของท่านอาจารย์อยู่แล้ว โปรดอย่าคิดไปเลย” แล้วก็บอกกัมมัฏฐาน (แก่พระเถระผู้เป็นอาจารย์) พระเถระรับกัมมัฏฐานแล้ว ก็ขึ้นสู่ที่จงกรม ในวาระย่างเท้าก้าวที่ ๓ (ท่าน) ก็บรรลุพระอรหัตผลซึ่งเป็นผลขั้นยอด เขาว่า พระเถระเป็นคนโภสจริต พระภิกษุทั้งหลายเห็นปาน (ดังพระเถระ) นี้มัวเคลิบเคลิ้มอยู่ในโอภาสไปเสีย
[๗๗๔] คำว่า “ญาณ” หมายถึง วิปัสสนาญาณ ทราบว่า เมื่อโยคีนั้นกำลังเทียบเคียงไตร่ตรองรูปธรรมและอรูปธรรม (รูปและนาม) ทั้งหลายอยู่ ญาณเชิงมีกระแสปราดเปรียว แหลมคม แก่กล้า ชัดแจ้ง ก็เกิดขึ้น ประดุจดังวัชระของพระอินทร์ที่ทรงซัดออกไป
คำว่า “ปีติ” หมายถึง ปีติประกอบด้วยวิปัสสนา ทราบว่าในระยะนั้น ปีติ ๕ อย่างนี้ คือ
๑. ขุททกาปีติ ความเอิบอิ่มเล็กน้อย
๒. ขณิกาปีติ ความเอิบอิ่มเพิ่มพูนทุกขณะ
๓. โอกกันติกาปีติ ความเอิบอิ่มซ่าเซ็น