ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
๔. อุพเพงคาปีติ ความเอิบอิ่มโลดเล่น
๕. ผรณาปีติ ความเอิบอิ่มซาบซ่าน
เกิดขึ้นเต็มสรีรกายทั้งสิ้น
คำว่า “ปัสสัทธิ” หมายถึง ปัสสัทธิในวิปัสสนา ทราบว่า เมื่อโยคีนั่งอยู่ในที่พักกลางคืนก็ดี ในที่พักกลางวันก็ดี ในสมัยนั้น ทั้งกายและจิตไม่มีความกระวนกระวาย ๑ ไม่มีความหนัก ๑ ไม่มีความกระด้าง ๑ ไม่มีความไม่ควรแก่งาน (ในการปฏิบัติ) ๑ ไม่มีความเจ็บไข้ ๑ ไม่มีความคดโกง ๑ แต่ทว่าในสมัยนั้นแล กายและจิตของโยคีนั้น สงบ ๑ เบา ๑ อ่อน ๑ ควรแก่งาน ๑ ผ่องใส ๑ เที่ยงตรง ๑ เป็นแท้เลย โยคีนั้นเป็นผู้มีกายและใจอันธรรมทั้งหลายมีปัสสัทธิเป็นต้นเหล่านี้อนุเคราะห์แล้ว ในสมัยนั้นก็เสวยความยินดี ที่เรียกว่า มีใช่ของมีอยู่ในมนุษย์ ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสระลึกไว้ว่า:-
สุขกายวาจี ปฏิมุสสสฺส สนฺตุฏฺฐสฺส ภิกฺขุโน
อมานสี รตี โหติ สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต.
ยุโต ยโต สมฺมาติ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ
ลภตี ปีติปาโมชฺชํ อมตํ ตํ วิชานตํ.
แปลความว่า
ความยินดีมิใช่ของมีอยู่ในมนุษย์ ก็มีแก่พระภิกษุผู้เข้า สู่อาการเงียบสงัด ผู้มีจิตสงบ เห็นแจ้งธรรมอยู่โดยชอบ พระภิกษุกำหนดรู้ความเกิดและความดับของขันธ์ทั้งหลาย (ด้วยอุทยพยญาณ) โดยประปรรม หรือโดยอุปรธรรมใดๆ ได้ปีติและปราโมช ปีติและปราโมชของพระภิกษุผู้รู้แจ้ง (ความเกิดและความดับ) นั้น เป็นอมตะ๑
ปัสสัทธิอันประกอบด้วยธรรมมีลหุตา (ความเบา) เป็นต้น ซึ่งทำให้สำเร็จความยินดีที่มิใช่ของมนุษย์เกิดขึ้นอยู่แก่โยคีนั้น ด้วยประการดังกล่าวนี้
๑ ดูเทียบ ขุ. ธ. (ไทย) ๒๕/๓๗๓-๓๗๔/๑๔๙