ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
คำว่า “สุข” หมายถึง ความสุขประกอบด้วยวิปัสสนา ทราบว่า ในสมัยนั้น ความสุขอันประณีตยิ่งเกิดขึ้นท่วมท้นไปในสรีรกายทั้งสิ้น
คำว่า “อธิโมกข์” หมายถึง ศรัทธา เพราะว่า ศรัทธาที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนานั้นแล เป็นความผ่องใสอย่างยิ่งของจิตและเจตสิก เป็นศรัทธามีกำลัง ก็เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น
คำว่า “ปัคคาหะ” หมายถึง วิริยะ (คือความเพียร) เพราะว่า ความเพียรที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนานั้นแลเป็นความเพียรที่ไม่หย่อนเกินไปไม่ตึงเกินไป ประคับประคองไว้เป็นอย่างดี ก็เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น
คำว่า “อุปัฏฐานะ” หมายถึง สติ เพราะว่า สติที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนานั้นแลเข้าไปตั้งอยู่อย่างดี มั่นคง ฝังลึก ไม่หวั่นไหว ประหนึ่งภูเขาหลวง เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น โยคีท่านนั้นรำพึงถึง รำลึกถึง ทำในใจถึง เงาจะจงนักเห็น ซึ่งฐานะใดๆ ฐานะนั้นๆ ก็ลิ่วแล่นเข้าไปตั้งอยู่ด้วยสติแก่โยคีนั้น ประหนึ่งปรโลกปรากฏแก่ท่านผู้มีทิพยจักษุ
คำว่า “อุเบกขา” หมายถึง ทั้งวิปัสสนูปกขาและทั้งอาวัชชนูปกขา เพราะว่า ในสมัยนั้น ทั้งวิปัสสนูปกขา ซึ่งมีความเป็นกลางในสังขารทั้งปวง ทั้งอาวัชชนูปกขาในมโนทวาร ก็มีกำลัง เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น ความจริง เมื่อโยคีนั้นรำพึงถึงฐานะนั้นๆ อยู่ อุเบกขานั้นก็ดำเนินอย่างแก่กล้าแหลมคมประดุจดังวัชระของพระอินทร์ที่ทรงซัดออกไป และประดุจดังลูกศรที่เผาร้อนแล้วยิงไปในกองใบไม้