ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
คำว่า “นิกันติ” หมายถึง วิปัสสนานิกันติ (ความใคร่ในวิปัสสนา) เพราะว่า นิกันติ มีอาการสงบ สุขุม ก็เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น ทำความอาลัยอยู่ในวิปัสสนาอันประดับด้วยอุปกิเลสมีโอภาสเป็นต้น ด้วยประการดังกล่าวนั้น ซึ่งเป็นความใคร่ที่ใครๆ ไม่สามารถแม้แต่กำหนดรู้ได้ว่าเป็นกิเลส
อนึ่ง เมื่อโอภาสเกิดขึ้น โยคาวจรยึดถืออยู่ ฉันใด เมื่ออุปกิเลสทั้งหลายแม้เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็นั่นนั้น โยคาวจรคิดว่า “ในกาลก่อนแต่บัดนี้ ญาณเห็นปานนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามาก่อนเลย ปีติ ... ปัสสัทธิ ... สุข ... อธิโมกข์ ... ปัคคาหะ ... อุปัฏฐานะ ... อุเบกขา ... นิกันติ เห็นปานนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามาก่อนเลย ข้าพเจ้าเป็นผู้บรรลุมรรคแล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้บรรลุผลแล้วแน่นอน” แล้วยึดถือสิ่งที่มิใช่มรรคนั้นแหละว่าเป็นมรรค ยึดถือสิ่งที่มิใช่ผลนั้นแหละว่าเป็นผล เมื่อโยคาวจรนั้นยึดถือสิ่งมิใช่มรรค ว่าเป็นมรรค สิ่งมิใช่ผล ว่าเป็นผล วิปัสสนาวิถีก็ชื่อว่าก้าวออกนอกทางไปแล้ว โยคาวจรนั้นก็ละทิ้งกัมมัฏฐานเดิมของตนเสีย แล้วนั่งชื่นชมพอใจนิกันติอยู่อย่างเดียว ฉะนี้แล
[๗๗๕] อนึ่ง ในอุปกิเลส ๑๐ นี้ ธรรมทั้งหลายมีโอภาสเป็นต้น ท่านเรียกว่า “อุปกิเลส” เพราะเป็น วัตถุ(ที่ตั้ง)ของอุปกิเลส มิใช่เพราะเป็นอกุศล ส่วนนิกันติเป็นทั้งอุปกิเลสเป็นทั้งวัตถุของอุปกิเลสด้วย และอุปกิเลสเหล่านี้ มี ๑๐ โดยทางวัตถุ (ดังกล่าวแล้ว) แต่โดยทางคาหะ(ความยึดถือ) มี ๓๐ ถ้วน มี ๓๐ ถ้วนโดยทางคาหะเป็นอย่างไร ? เพราะว่า เมื่อโยคาวจรยึดถืออยู่ว่า “โอภาสเกิดขึ้นแก่เราแล้ว” ดังนี้ เป็นทิฏฐิคาหะ(ยึดถือด้วยทิฏฐิ) ๑ เมื่อยึดถืออยู่ว่า “โอภาสน่าพึงพอใจจริงหนอเกิดขึ้นแล้ว” ดังนี้ เป็นมานคาหะ(ยึดถือด้วยมานะ) ๑ เมื่อโยคาวจรชื่นชมโอภาสอยู่ เป็นตัณหาคาหะ(ยึดถือด้วยตัณหา) ๑ ในโอภาสมีคาหะ ๓ โดยทางทิฏฐิ ๑ มานะ ๑ และตัณหา ๑ ด้วยประการฉะนี้ แม้ในอุปกิเลสทั้งหลายที่เหลือก็มิ (อย่างละ ๓) เหมือนกัน เพราะเหตุนี้ จึงมีอุปกิเลสรวม ๓๐ ถ้วน โดยทางคาหะ ด้วยอาการดังกล่าวนี้