ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๗๗๘] หากมีคำถามว่า กระทำโยคะในอุทยัพยญาณต่อไปอีก มีประโยชน์อะไร ?
(ตอบว่า) มีประโยชน์ในการกำหนดรู้ (พระไตร) ลักษณ์ เพราะว่า อุทยัพยญาณในตอนต้นๆ (อย่างอ่อน) เป็นญาณที่ถูกอุปกิเลส ๑๐ ทำให้มัวหมอง ไม่สามารถกำหนดรู้พระไตรลักษณ์โดยหน้าที่ของตนตามเป็นจริงได้ แต่อุทยัพยญาณ (อย่างแก่) ที่พ้นจากอุปกิเลสแล้ว สามารถกำหนดรู้ (พระไตรลักษณ์) ได้ เพราะฉะนั้น โยคาวจรจึงต้องทำโยคะในอุทยัพยญาณนี้ต่อไปอีก เพื่อกำหนดรู้ (พระไตร) ลักษณ์
[๗๗๙] (ถามว่า) แต่ว่า พระไตรลักษณ์ทั้งหลาย ก็ยังมีปรากฏ เพราะอะไรปิดบังไว้ ? เพราะไม่มนสิการอะไร ?
(ตอบว่า) ก่อนอื่น อนิจจลักษณะไม่ปรากฏเพราะสันตติปิดบังไว้ เพราะไม่มนสิการความเกิดและความดับ ทุกขลักษณะไม่ปรากฏเพราะอิริยาบถทั้งหลายปิดบังไว้ เพราะไม่มนสิการความเบียดเบียนเฉพาะหน้าเนืองๆ อนัตตลักษณะไม่ปรากฏเพราะแท่ง (หรือก้อน) ปิดบังไว้ เพราะไม่มนสิการถึงความสลายตัวของธาตุต่างๆ
แต่ว่า เมื่อโยคาวจร๑ กำหนดรู้ความเกิดและความดับแล้วเพิกถอนสันตติออกไป อนิจจลักษณะก็ปรากฏ โดยหน้าที่ของตนตามเป็นจริง เมื่อมนสิการความเบียดเบียนเฉพาะหน้าเนืองๆ แล้วเพิกถอนอิริยาบถ ทุกขลักษณะก็ปรากฏ โดยหน้าที่ของตนตามเป็นจริง เมื่อกระจายธาตุต่างๆ ออกไป แล้วทำการกระจายความเป็นก้อน (เป็นแท่ง เป็นกลุ่ม) ออกไป อนัตตลักษณะก็ปรากฏ
[๗๘๐] อนึ่ง โยคี ควรทราบวิภาค (คือ การจำแนก) ในลักษณะทั้ง ๓ นี้ไว้ ดังนี้คือ:-
๑ ในวิสุทธิมรรค ท่านใช้ทั้ง โยคาวจร และ โยคี บางทีก็ใช้ กุลบุตร หรือ ภิกษุ บ้าง ในคำแปลนี้ ณ ที่ใด ท่านใช้คำใด จะใช้ตามท่าน แต่ ณ ที่ใดไม่ปรากฏ ขอใช้คำว่า โยคี
๒ สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๑๔,๑/๔