visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 1074 | >>

๕. ภังคานุปัสสนาญาณ

[๗๘๑] เมื่อโยคาวจรนั้นกำหนดรู้อยู่อย่างนี้แล้วซึ่งใจ ไตร่ตรองรูปธรรมและอรูปธรรม (รูป และนาม) ทั้งหลายว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อยู่แล้วๆ เล่าๆ ญาณนั้นก็ดำเนินไปแก่กล้า สังขารทั้งหลายก็ปรากฏรวดเร็ว เมื่อญาณดำเนินไปแก่กล้า เมื่อสังขารทั้งหลายปรากฏรวดเร็ว ญาณก็ตามไม่ทันความเกิดขึ้น หรือความตั้งอยู่ หรือความเป็นไป หรือนิมิต (ของสังขารทั้งหลาย) สติ (คือญาณ) ก็ตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ คือความสิ้นไป ความเสื่อมไป และความแตกทำลายไปแต่ยังเดียว

พระบาลีอธิบายความภังคานุปัสสนาญาณ

เมื่อโยคาวจรนั้นเห็นอยู่ว่า “สังขารเกิดขึ้นอย่างนี้แล้วดับไปอย่างนี้เป็นธรรมดา” ดังนี้ วิปัสสนาญาณชื่อว่า ภังคานุปัสสนา ก็เกิดขึ้น ณ ที่ตรงนั้น ซึ่งท่านกล่าวระบุถึงไว้ (ในพระบาลีปฏิสัมภิทามรรค) แปลความว่า “ถามว่า ปัญญาในการกำหนดรู้อารมณ์แล้วเห็นเนืองๆ ซึ่งความดับ ชื่อว่า วิปัสสนาญาณ เป็นอย่างไร”

“จิตมีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้วดับไปโยคีคำหนดรู้อารมณ์นั้นแล้วเห็นอยู่เนืองๆ ซึ่งความดับของจิตนั้น ที่ว่า “เห็นเนืองๆ” คือ เห็นเนืองๆ อย่างไร คือ เห็นเนืองๆ โดยความไม่เที่ยง มิใช่เห็นเนืองๆ โดยความเป็นของเที่ยง เห็นเนืองๆ โดยความเป็นทุกข์ มิใช่เห็นเนืองๆ โดยความเป็นสุข เห็นเนืองๆ โดยความเป็นอนัตตา มิใช่เห็นเนืองๆ โดยความเป็นอัตตา เมื่อหน่ายอยู่ มิใช่เพลิดเพลินยินดี ปราศจากความกำหนัด มิใช่กำหนัดอยู่ ดับไป มิใช่ให้เกิดขึ้น สลัดทิ้งไป มิใช่ยึดถือไว้ เมื่อเห็นเนืองๆ โดยความไม่เที่ยง ก็ละนิจจสัญญา (คือความสำคัญว่าเที่ยง) เสียได้ เมื่อเห็นเนืองๆ โดยความเป็นทุกข์ ก็ละสุขสัญญา (คือ ความสำคัญว่าเป็นสุข) เสียได้ เมื่อเห็นเนืองๆ โดยเป็นอนัตตา ก็ละอัตตสัญญา (คือความสำคัญว่ามีอัตตา) เสียได้ เมื่อเบื่อหน่าย ก็ละความเพลิดเพลินยินดี เมื่อปราศจากความกำหนัด ก็ละความกำหนัด เมื่อดับ ก็ละสิ่งเป็นแดนเกิด เมื่อสลัดทิ้งไป ก็ละความยึดถือไว้

“จิตมีเวทนาเป็นอารมณ์ ...
“จิตมีสัญญาเป็นอารมณ์ ...
“จิตมีสังขารเป็นอารมณ์ ...

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka