ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
“จิตมีวิญญาณเป็นอารมณ์ ...
“จิตมีจักขุเป็นอารมณ์ ...
ฯลฯ
“จิตมีชราและมรณะเป็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้วดับไป ... ฯลฯ ... เมื่อโยคีสลัดทิ้งไป ก็ละความยึดถือไว้”
การย้ายไปสู่วัตถุที่ตั้ง การคงที่อยู่ในปัญญาและมีกำลังเข้มแข็งในการภังคิกิญคิด ชื่อว่า ปฏิสังขาวิปัสสนา (ความเห็นแจ้งด้วยการกำหนดรู้) การกำหนดรู้อารมณ์ทั้ง ๒ โดยสภาวะอันเดียวกันโดยดำเนินไปตามอารมณ์นั้นแล คือความน้อมจิตไปในนิโรธ ชื่อว่า วยลักขณวิปัสสนา (คือความเห็นแจ้งลักษณะของความดับ)
ภิกษุกำหนดรู้อารมณ์ ๑ และเห็นเนืองๆ ซึ่งความดับ ๑ ความปรากฏโดยความว่างเปล่า ๑ ชื่อว่าอธิปัญญาวิปลสนา (คือความเห็นแจ้งด้วยปัญญายิ่ง)
ภิกษุผู้ฉลาดในอนุปัสสนา ๓ และในวิปลสนา ๔ ไม่หวั่นไหวในทิฏฐิต่างๆ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในอุปัฏฐาน ๗
“การกำหนดรู้ ชื่อว่า ญาณ โดยความหมายว่า รู้แล้ว ชื่อว่า ปัญญา โดยความหมายว่า รู้ทั่ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ‘ปัญญาในการกำหนดรู้อารมณ์แล้วเห็นอยู่เนืองๆ ซึ่งความดับ ชื่อว่า วิปัสสนาญาณ’”
[๗๘๒] ในพระบาลีนั้น คำว่า “กำหนดรู้อารมณ์” ความว่า กำหนดแล้วรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง หมายความว่า เห็นอารมณ์ที่ไรๆ โดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไป คำว่า “ปัญญาในการ ... เห็นเนืองๆ ซึ่งความดับ” ความว่า ปัญญาใดในการเห็นอยู่เนืองๆ ซึ่งความดับของญาณที่เกิดขึ้น กำหนดรู้อารมณ์โดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไปนั้น นี้ท่านกล่าวว่า ญาณในวิปัสสนา คำถามด้วยมุ่งหมายเพื่อจะกล่าวตอบ (เกณุกกัมยตาปุจฉา) ว่า วิปัสสนาญาณนั้นเป็นอย่างไร มีเนื้อความดัง (กล่าวมา) นี้ก่อน
๑ อนุปัสสนา ๓ วิปัสสนา ๔ อุปัฏฐาน ๗ ดูอธิบายข้างหน้า
๒ ดูเทียบ ข. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒/๘๙