ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
จากนั้น เพื่อแสดงอาการที่ญาณนั้นเป็นไป ท่านจึงกล่าวคำพระบาลีว่า “รูปรมฺมเณตา - มีรูปเป็นอารมณ์” ดังนี้เป็นต้น ในพระบาลีนั้น คำว่า “จิตมีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้วดับไป” หมายความว่า จิตมีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้ว ก็แตกสลายไป อีกอย่างหนึ่งอธิบายว่า จิตเกิดขึ้นในความมีรูปเป็นอารมณ์แล้วแตกดับไป คำว่า “กำหนดรู้อารมณ์นั้น” หมายความว่า กำหนดรู้อารมณ์คือรูปนั้น อธิบายว่า เห็นอารมณ์คือรูปนั้นโดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไป คำว่า “เห็นอยู่เนืองๆ ซึ่งความดับของจิตนั้น” อธิบายว่า เห็นอารมณ์คือรูปนั้น โดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไป ด้วยจิตดวงใดแล้ว โยคาวจรเห็นเนืองๆ ซึ่งความดับของจิตดวงนั้นด้วยจิตดวงอื่น เพราะฉะนั้น ท่านพระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า “โยคาวจรเห็นแจ้งอยู่ซึ่งอารมณ์ที่รู้แล้วด้วยซึ่งญาณด้วย แม้ทั้ง ๒ อย่าง”
อนึ่ง คำว่า “อนุปสฺสติ - เห็นเนืองๆ” ในพระบาลีนี้ หมายความว่า ตามเห็นเนืองๆ อธิบายว่า เห็นแล้วเห็นอีก โดยอาการหลายอย่าง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ที่ว่าเห็นเนืองๆ คือ เห็นเนืองๆ อย่างไร ? คือเห็นเนืองๆ โดยความไม่เที่ยง” ดังนี้ เป็นต้น ในอาการหลายอย่างนั้น เพราะเหตุที่ที่สุดของความไม่เที่ยง ชื่อว่าภังคะ (คือความดับ) ฉะนั้นโยคาวจรผู้เห็นเนืองๆ ซึ่งความดับ ผู้นั้นจึงเห็นอยู่เนืองๆ ซึ่งสังขารทั้งปวงโดยความไม่เที่ยง มิใช่เห็นเนืองๆ โดยความเที่ยง แต่นั้น ก็เห็นอยู่เนืองๆ ซึ่งสังขารทั้งปวงนั้นนั่นแล โดยความเป็นทุกข์ มิใช่เห็นเนืองๆ โดยความเป็นสุข เห็นเนืองๆ โดยความเป็นอนัตตา มิใช่เห็นเนืองๆ โดยความเป็นอัตตา เพราะความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และเพราะความเป็นทุกข์เป็นอนัตตา อนึ่ง เพราะเหตุที่สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่พึงยินดีพอใจสิ่งนั้น และสิ่งใดที่ไม่พึงยินดีพอใจ ไม่พึงกำหนัดในสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น โยคาวจรจึงเบื่อหน่าย ไม่เพลิดเพลินยินดี ปราศจากกำหนัด ไม่กำหนัดในสังขารที่ตนเองเห็นแล้วว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานี้ โดยการรำลึกตามการเห็นเนืองๆ ซึ่งความดับ เมื่อโยคาวจรนั้นไม่กำหนัดอยู่อย่างนี้ ก็ทำความกำหนัด (ราคะ) ให้ดับไป มิให้เกิดขึ้น อธิบายว่ากระทำมิให้เกิดขึ้นด้วยญาณขั้นโลกิยะเท่านั้นก่อน อีกประการหนึ่ง โยคาวจรนั้นเป็นผู้ปราศจากกำหนัดอย่างนี้แล้ว ทำสังขารที่ตนเห็นแล้ว ให้ดับไป มิให้เกิดขึ้น ฉันใด ก็ทำสังขารแม้ที่มิได้เห็นให้ดับไป มิให้เกิดขึ้นด้วย