ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ซึ่งความดับอย่างนั้น ความปรากฏโดยความว่างเปล่า ก็ปรากฏชัดแจ้งว่า “สังขารทั้งหลายนั้นเอง แตกดับไป การแตกดับของสังขารทั้งหลายนั้นเป็นความตาย ไม่มีใครๆ อื่น” ดังนี้ เพราะฉะนั้น ท่านพระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า:-
ขณฺฐา นิรชฺฌนฺติ น จุติ อญฺโญ
ขณฺฐาน เภโท มรณนฺติ วุจฺจติ
เตสํ ขยํ ปสฺสติ อปฺปมตฺโต
มณีว วิชฺฌุ วิชเธน โยนิโส.
แปลความว่า
ขันธ์ทั้งหลายดับไป ไม่มีใครอื่น ความแตกดับของขันธ์ทั้งหลาย เขาเรียกว่าความตาย โยคีผู้ไม่ประมาท เห็นอยู่ซึ่งความแตกดับของขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยอุบายที่แยบคาย เหมือนช่างเจียระไน เห็นแก้วมณีที่ตนเจาะอยู่ด้วยเพชร ฉะนั้น๑
คำว่า “อธิปัญญาวิปลสนา” ท่านกล่าวว่า ความกำหนดรู้อารมณ์ ๑ การเห็นเนืองๆ ซึ่งความดับ ๑ การปรากฏโดยความว่างเปล่า ๑ (๓ อย่าง) นี้ ชื่อว่า อธิปัญญาวิปลสนา (ความเห็นแจ้งด้วยปัญญายิ่ง)
[๗๘๗] คำว่า “ผู้ฉลาดในอนุปัสสนา ๓” คือว่า พระภิกษุผู้ฉลาดในอนุปัสสนา ๓ มีอนิจจานุปัสสนา เป็นต้น คำว่า “และในวิปลสนา ๔” ได้แก่ ในวิปลสนา ๔ มีนิพพิทานุปัสสนาเป็นต้น คำว่า “เพราะความเป็นผู้ฉลาดในอุปัฏฐาน ๗” ความว่า เพราะความเป็นผู้ฉลาดในอุปัฏฐาน คือ ความปรากฏ ๓ อย่างนี้ด้วย คือ (ความปรากฏ) โดยความสิ้นไป ๑ โดยความเสื่อมไป ๑ โดยความว่างเปล่า ๑ คำว่า “ไม่หวั่นไหวในทิฏฐิต่างๆ” ความว่า ไม่ส่ายไปในทิฏฐิทั้งหลายมีประเภทต่างๆ มีสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) เป็นต้น
๑ อธิบายว่า ช่างนั้นมุ่งดูอยู่ที่รูเจาะ มิได้เพ่งดูสิ่งที่ริอื่นๆ ของแก้วมณี ฉันใด โยคีก็เพ่งดูความแตกดับของขันธ์ทั้งหลาย มิได้เพ่งดูขันธ์ทั้งหลาย ฉันนั้น