ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
(ถามว่า) ปรากฏอย่างไร ?
(ตอบว่า) ปรากฏดุจดังว่า ป่าชัฏ แม้ตั้งสงบอยู่โดยอาการเป็นที่น่ารื่นรมย์ แต่มีมฤคร้าย ปรากฏแก่บุรุษขลาด ผู้ปรารถนาดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสุข ปรากฏประดุจถ้ำมีเสือโคร่ง ประดุจน้ำมีรากษสสิงอยู่ ประดุจข้าวศึกเงื้องเงื้อพระขรรค์อยู่แล้ว ประดุจโภชนะมียาพิษ ประดุจมรรคาที่มีโจร ประดุจเรือนที่ไฟไหม้ ประดุจสนามรบที่มีทหารเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ความจริง บุรุษผู้นั้น ครั้นมาถึงสถานที่เช่นป่าชัฏมีสัตว์ร้ายเป็นต้นเหล่านี้แล้ว ก็กลัว หวาดหวั่น ขนลุกขนพอง เห็นแก่โทษร้ายอย่างเดียว ทุกทิศทาง ฉันใด โยคาวจรท่านนี้ก็ฉันนั้นเช่นกัน เมื่อสังขารทั้งหลายทั้งปวงปรากฏโดยความน่ากลัว ด้วยอำนาจภังคานุปัสสนา ก็เห็นอยู่โดยทั่วไป แต่โทษร้าย ไม่มีรส ไม่มีความอบอุ่นใจแต่อย่างเดียว
เมื่อโยคาวจรท่านนั้นเห็นอยู่อย่างนี้ ญาณที่ชื่อว่า อาทีนวญาณ ก็เป็นอันเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นญาณที่ท่านระบุถึง กล่าวคำพระบาลีนี้ไว้ (แปลความ) ว่า
“(ถามว่า) ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นที่น่ากลัว เป็นอาทีนวญาณอย่างไร”
“(ตอบว่า) ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นที่น่ากลัวว่า ‘ความเกิดขึ้น เป็นที่น่ากลัว’ ดังนี้ เป็นอาทีนวญาณ ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นที่น่ากลัวว่า ‘ความเป็นไปเป็นที่น่ากลัว’ ... ว่า ‘นิมิตเป็นที่น่ากลัว’ ... ว่า ‘ความขวนขวายเป็นที่น่ากลัว’ ... ว่า ‘ปฏิสนธิเป็นที่น่ากลัว’ ... ว่า ‘คติ (ภูมิที่ไป) เป็นที่น่ากลัว’ ... ว่า ‘นิพพัตติ (ความบังเกิด) เป็นที่น่ากลัว’ ... ว่า ‘อุปปัตติ (ความเข้าถึง) เป็นที่น่ากลัว’ ... ว่า ‘ชาติ (ความเกิด) เป็นที่น่ากลัว’ ... ว่า ‘ชรา เป็นที่น่ากลัว’ ... ว่า ‘พยาธิ (ความป่วยไข้) เป็นที่น่ากลัว’ ... ว่า ‘มรณะเป็นที่น่ากลัว’ ... ว่า ‘ความโศกเป็นที่น่ากลัว’ ... ว่า ‘ความคร่ำครวญเป็นที่น่ากลัว’ ... ว่า ‘ความคับแค้นใจเป็นที่น่ากลัว’ ดังนี้ เป็น อาทีนวญาณ (แต่ละอย่างๆ พวกหนึ่ง)
“ปัญญา (ความรู้) ว่า ‘ความไม่เกิดขึ้นเป็นแดนเกษม (ปลอดภัย)’ ดังนี้เป็น สันติปทญาณ (ความรู้ในทางบรรลุสันติ คือพระนิพพาน) ความรู้ว่า ‘ความไม่เป็นไปเป็นแดนเกษม’ ... ฯลฯ ... ความรู้ว่า ‘ความไม่คับแค้นใจเป็นแดนเกษม” ดังนี้ เป็น สันติปทญาณ (แต่ละอย่างๆ พวกหนึ่ง)