ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
สุญญตา มีเงื่อน ๔
โยคาวจรนั้นครั้นไม่เห็นอัตตา ไม่เห็นอะไรๆ อื่นที่ต้องอยู่ในภาวะเป็นบริวารของอัตตา ก็กำหนดรู้ สุญญตา มีเงื่อน ๔ ซึ่งท่านกล่าวไว้ในอธิการแห่ง สุญญตานุปัสสนา นี้ต่อไปอีกว่า
๑. นาหิ กุวจิ - ไม่มีฉันอยู่ ณ ที่ไหนๆ
๒. กลสุจี กิญจนตฺถมิ - ในความเป็นอะไรๆ ของใครๆ
๓. น จ มม กุวจิ - และไม่มีอยู่ ณ ที่ไหนๆ ของฉัน
๔. กิสฺมึสุจิ กิญจนตฺถิ - ไม่มีความเป็นอะไรๆ ณ ที่ไหนๆ๑
(ถามว่า) กำหนดรู้อย่างไร ?
(ตอบว่า)
๑. ที่จริง คำว่า “นาหิ กุวจิ - ไม่มีฉันอยู่ ณ ที่ไหนๆ” หมายความว่า โยคาวจรผู้นี้ ไม่เห็นอัตตา ณ ที่ไหนๆ
๒. คำว่า “กลสุจี กิญจนตฺถมิ - ในความเป็นอะไรๆ ของใครๆ” หมายความว่า “ไม่เห็นอัตตาของตนเอง ที่พึงนำเข้าไปในความเป็นอะไรๆ ของใครๆ อื่น” อธิบายว่า ไม่เห็นอัตตาที่เป็นพี่ชายน้องชาย ที่พึงน้อมหมายเข้าไปในฐานะเป็นพี่ชายน้องชาย หรือว่า ไม่เป็นอัตตาที่เป็นสหาย ที่พึงน้อมหมายเข้าไปในฐานะเป็นสหาย หรือว่า ไม่เป็นอัตตาที่เป็นบริวาร ที่พึงน้อมหมายเข้าไปในฐานะเป็นบริวาร
๓. ในคำว่า “น จ มม กุวจิ - และไม่มีอยู่ ณ ที่ไหนๆ ของฉัน” นั้น ยกเอาศัพท์ว่า “มม - ของฉัน” ออกเสียก่อน (เหลือเพียง) ว่า “น จ กุวจิ - และไม่มี ณ ที่ไหนๆ” มีอธิบายอย่างนี้ว่า “และไม่เห็นอัตตาของบุคคลอื่นๆ ณ ที่ไหนๆ”
๔. คราวนี้ นำเอาศัพท์ว่า “มม - ของฉัน” มา (ไว้ในประโยคหลัง) ว่า “มม กิสฺมึสุจิ กิญจนตฺถิ - ไม่มีความเป็นอะไรๆ ณ ที่ไหนๆ ของฉัน” หมายความว่า
๑ มีกล่าวถึงในพระบาลีและอรรถกถาหลายแห่ง เช่น ม. อุ. (ไทย) ๑๔/๗๐/๓๕, ม.อุ.อ. (บาลี) ๓/๗๐/๔๓-๔๔, องฺ. ติก. (ไทย) ๒๐/๑๘/๒๑, และอุ-อุ.จตุกฺก.อ. (บาลี) ๒/๑๓/๑๓๗, องฺ. จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๑๔๕/๒๖๖, และอุ-อุ.จตุกฺก.อ. (บาลี) ๒/๑๔๕/๕๐๕