ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
“ไม่เห็นว่า อัตตาของบุคคลอื่นนั้นมีอยู่ในความเป็นอะไรๆ ณ ที่ไหนๆ ของฉัน” อธิบายว่า ไม่เห็นอัตตาของบุคคลอื่นที่พึงนำเข้าไปโดยความเป็นอะไรๆ นี้ ในฐานะไรๆ คือว่าเป็นพี่ชายน้องชายในฐานะเป็นพี่ชายน้องชายของตน หรือว่าเป็นสหายในฐานะเป็นสหาย (ของตน) หรือว่า เป็นบริวารในฐานะเป็นบริวาร (ของตน)
(รวมความ) โยคาวจรท่านนี้ เพราะเหตุที่
๑. ไม่เห็นเลยซึ่งอัตตา ณ ที่ไหนๆ
๒. ไม่เห็นอัตตานั้นที่พึงนำเข้าไปในความเป็นอะไรๆ ของบุคคลอื่น
๓. ไม่เห็นอัตตาของบุคคลอื่น
๔. ไม่เห็นอัตตาของบุคคลอื่นที่พึงนำเข้าไปในความเป็นอะไรๆ ของตน
เพราะฉะนั้น เป็นอันว่า โยคาวจรท่านนี้กำหนดรู้ สุญญตา มีเงื่อน ๔ แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
[๘๐๑] ครั้นกำหนดรู้สุญญตามีเงื่อน ๔ อย่างนี้แล้ว โยคาวจรจึงกำหนดรู้สุญญตา โดยอาการ ๖ ต่อไปอีก
(ถามว่า) กำหนดรู้สุญญตา โดยอาการ ๖ อย่างไร ?
(ตอบว่า) กำหนดรู้ว่า จักขุเป็นของว่างเปล่าจากอัตตา ๑ หรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา ๑ หรือจากความเป็นของเที่ยง ๑ หรือจากความเป็นของยั่งยืน ๑ หรือจากความเป็นของคงทน ๑ หรือจากความไม่แปรผันเป็นธรรมดา ๑
โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... ใจ ... รูปเป็นของว่างเปล่า ... เสียง ... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ... ธรรมารมณ์เป็นของว่างเปล่า ... จักขุวิญญาณ ... ฯลฯ ... มโนวิญญาณ ... จักขุสัมผัส ...
พึงนำไปโดยประการดังกล่าวนี้ไปจนถึงชรามรณะ๒ ด้วยประการฉะนี้
[๘๐๒] ครั้นกำหนดรู้สุญญตาโดยอาการ ๖ อย่างนี้แล้ว จึงกำหนดรู้โดยอาการ ๘ ต่อไปอีก คือ กำหนดรู้ดังนี้อย่างไรละ รูปไม่มีแก่นสาร หาแก่นสารมิได้ ปราศจากแก่นสาร โดยแก่นสารมีสาระว่าเที่ยง ๑ หรือโดยแก่นสารมีสาระว่ายั่งยืน ๑
๑ ขุ. อุ. (ไทย) ๓๐/๘๘/๓๘๑-๓๘๒