ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อนึ่ง บุรุษผู้อยู่ท่ามกลางความมืด ย่อมปรารถนาความสว่าง ฉันใด โยคาจรท่านนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกปกคลุมหุ้มห่ออยู่แล้วด้วยความมืดคืออวิชชา จึงปรารถนาอยู่ซึ่งการทำมรรคให้เกิดอันมีแสงสว่างเกิดด้วยญาณ
และบุรุษผู้ถูกยาพิษย่อมปรารถนาเภสัชถอนพิษ ฉันใด โยคาจรท่านนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกยาพิษคือกิเลสแล้ว จึงปรารถนาพระนิพพาน อันเป็นโอสถอมตะ เป็นเครื่องกำจัดพิษคือกิเลส
เพราะเหตุนี้ จึงได้กล่าวไว้ ข้างต้นว่า “เมื่อโยคาจรผู้นั้นรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่ อย่างนี้ จิตก็ถอยกลับ หวนกลับ วกกลับ ไม่แพร่กระจายไป ในภพ ๓ ในกำเนิด ๔ ในคติ ๕ ในวิญญาณฐิติ ๗ ในสัตตาวาส ๙ วางเฉยอยู่ หรือถอยกลับมาตั้งมั่นอยู่ เปรียบเหมือนหยดน้ำในใบบัว ซึ่งขอบใบบิดนิดๆ” คำทั้งปวงพึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นนั้นแล
[๖๕๗] ก็แล ด้วยประการดังกล่าวนี้ โยคาจรท่านนี้ เป็นผู้มีชื่อเรียกว่า ผู้ประพฤติโดยความเป็นผู้หลีกลี้ ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสระบุถึงไว้ว่า:-
ปฏิลีนจรสฺสุ ภิกฺขุโน
ฌายมานสฺสุ วิวิตฺตมาสนํ
สามคิยมาหุ ตสฺส ตํ
โย อตฺตานํ ภวเน น ทสฺสเย.
แปลความว่า
พระภิกษุใด ไม่แสดงตนในภพ พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า การไม่แสดงตนนั้นของพระภิกษุนั้น ผู้ประพฤติหลีกลี้อยู่โดยเฉพาะ ผู้คบแต่อาสนะที่เงียบสงัด ว่าเป็นการสมควร
๑ ดูเทียบ ขุ. สุ. (ไทย) ๒๕/๓๑๗/๓๙๖