ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อิทธิซึ่งเป็นผล อิทธิบาทนั้น มี ๔ อย่าง โดยธรรมมีฉันทะเป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า อิทธิบาท ๔ ดังพระบาลี (แปลความ) ว่า “อิทธิบาท ๔ คือ อิทธิบาทคือฉันทะ ๑ อิทธิบาทคือวิริยะ ๑ อิทธิบาทคือจิตตะ ๑ อิทธิบาทคือวิมังสา ๑” ดังนี้
ธรรมทั้งหลาย (มีฉันทะเป็นต้น) เหล่านี้ เป็นโลกุตตระ โดยแท้ แต่ที่เป็นโลกียะ แม้เป็นธรรมที่ได้โดยความเป็นอภิญญา มีฉันทะเป็นต้น ก็เป็นอิทธิบาท เพราะมีพระพุทธดำรัสว่า “หากว่า ภิกษุทำฉันทะให้เป็นอธิบดีแล้วได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง นี้เรียกว่า ฉันทสมาธิ” ดังนี้เป็นต้น
[๖๘๒] ชื่อว่า อินทรีย์ โดยความหมายว่า เป็นอธิบดี (ความเป็นใหญ่) กล่าวคือการครอบงำ เพราะครอบงำเสียซึ่งอลัทธิยะ (ความไม่เชื่อ) โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน) ปมาทะ (ความประมาท) วิกเขปะ (ความฟุ้งซ่าน) และสัมโมหะ (ความหลง) และชื่อว่า พละ โดยความหมาย ว่า ไม่หวั่นไหว เพราะอกุศลธรรมทั้งหลายมีอัสสัทธิยะเป็นต้นครอบงำไม่ได้ อินทรีย์ และ พละ แม้ทั้งสองนั้น มี ๕ อย่าง โดยธรรมมีศรัทธาเป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อินทรีย์ ๕ พละ ๕
[๖๘๓] อนึ่ง ธรรมทั้งหลาย ๗ มีสติเป็นต้น ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์ของสัตว์ผู้ตรัสรู้ และธรรมทั้งหลาย ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น เป็น องค์ของมรรค โดยความหมาย ว่าเป็นไปเพื่อการนำออก (จากสังสารวัฏ) เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘
[๖๘๔] โพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ๓๗ ดังกล่าวมานี้ เมื่อโลกียวิปัสนายังดำเนินไปในภาคต้น (ๆ) ก็ได้ใน (ขณะ) จิตต่างๆ กัน คือ:-
๑ ดูเทียบ อภิ. วิ. (ไทย) ๓๕/๕๔๗/๓๕๒
๒ ดูเทียบ อภิ. วิ. (ไทย) ๓๕/๔๗๓/๓๔๒