ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ โยคีผู้กำหนดรู้กายด้วยอาการ ๑๔ อย่าง ๑
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ โยคีผู้กำหนดรู้เวทนาด้วยอาการ ๙ อย่าง ๑
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ โยคีผู้กำหนดรู้จิตด้วยอาการ ๑๖ อย่าง ๑ และ
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ โยคีผู้กำหนดรู้ธรรมรวมทั้งหลายด้วยอาการ ๕ อย่าง ๑
สัมมัปปธานที่ ๑ ได้แก่ในเวลาเห็นอกุศลที่ไม่เคยเกิดขึ้น (แก่ตน) ในอัตภาพนี้ ซึ่งเกิดขึ้นแก่บุคคลอื่นจึงคิดอยู่ว่า “อกุศลนี้เกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลอื่นผู้ปฏิบัติอย่างใด ข้าพเจ้าจักไม่ปฏิบัติอย่างนั้น ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ อกุศลนี้จักไม่เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า” แล้วพยายามมิให้อกุศลนั้นเกิดขึ้น ๑ สัมมัปปธานที่ ๒ ได้แก่ในเวลาเห็นอกุศลถึงความพึงขึ้นแก่ตนเอง แล้วพยายามละอกุศลนั้น ๑ สัมมัปปธานที่ ๓ ได้แก่ โยคีผู้พยายามเพื่อให้ฌานหรือวิปัสสนาที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในอัตภาพนี้ให้เกิดขึ้น ๑ สัมมัปปธานที่ ๔ ได้แก่ โยคีผู้ทำให้ฌานหรือวิปัสสนาที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยอาการที่ (ฌานหรือวิปัสสนานั้น) จะไม่เสื่อมหายไปเสีย ๑
อิทธิบาททั้งหลายมีฉันทะเป็นต้น ได้ในเวลาทำอิทธิบาททั้งหลายมีฉันทะเป็นต้นนั้นๆ ให้เป็นธุระ (หลัก) แล้วทำกุศลให้เกิดขึ้น ... วิริยะทั้งหลายมีสัมมาวาจาเป็นต้น ได้ในเวลางดเว้นจากบาปธรรมทั้งหลายมีมิจฉาวาจาเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้
แต่ในเวลา (มรรค) ญาณทั้ง ๔ เหล่านี้ (แต่ละญาณ) เกิดขึ้น โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เหล่านี้ ได้มี (พร้อมกัน) ในจิตดวงเดียวกัน ส่วนในขณะผลจิต ได้โพธิปักขิยธรรมที่เหลือ ๓๓ เว้นสัมมัปปธาน ๔
[๖๘๕] และในมรรคโพธิปักขิยธรรมทั้งหลายที่ได้ในจิตดวงเดียวกันดังกล่าวนี้ สติซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์อย่างเดียวนั้นแหละ ท่านเรียกว่า สติปฏฐาน ๔ ด้วยทำให้สำเร็จกิจในการละความหมายรู้ มีความหมายรูว่างามเป็นต้น ในอารมณ์