ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ทั้งหลายมีกายเป็นต้น. วิริยะอย่างเดียวนั้นแหละ ท่านเรียกว่า สัมมัปปธาน ๔ ด้วยการทำให้สำเร็จกิจมีการมิให้เกิดขึ้นแห่งอกุศลทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้นเป็นต้น.
แม้ในโพธิปักขิยธรรมทั้งหลายที่เหลือ (อีก ๕ หมวด มีอิทธิบาท ๔ เป็นต้น) ก็ไม่มีการลดและการเพิ่ม
[๖๘๖] อีกประการหนึ่ง ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เหล่านั้น (เพื่อจำง่ายมีคาถาจำแนกข้อธรรมดังนี้)
นว เอกธา เอก เทวรสา จตุ ปญฺจธา
อฏฺฐธา นวธา เจว อิติ ฉธา ววณฺณิตํ.
แปลความว่า
ธรรมทั้งหลายนั้น มีอยู่ ๖ หมวด ดังนี้ คือธรรมทั้งหลาย ๙ ข้อ เป็นธรรมมีอยู่โดยหมวดเดียว ธรรม ๑ ข้อ มีโดย ๒ หมวด ฉะนั้น ธรรมเดียวมีโดย ๔ หมวด (และ) โดย ๕ หมวด โดย ๘ และ ๙ หมวดด้วย
คำว่า “ธรรมทั้งหลาย ๙ ข้อ ... โดยหมวดเดียว” หมายความว่า ธรรมทั้ง ๙ ข้อ คือฉันทะ ๑ จิตตะ ๑ ปีติ ๑ ปัสสัทธิ ๑ อุเบกขา ๑ สังกัปปะ ๑ วาจา ๑ กัมมันตะ ๑ อาชีวะ ๑ เหล่านี้ มีอยู่โดยหมวดเดียวเท่านั้น เช่น ฉันทะ เป็นฉันทิทธิบาท เป็นต้น ไม่ผ่านวกหมวดอื่น
คำว่า “ธรรม ๑ ข้อมีโดย ๒ หมวด” หมายความว่า เช่น ศรัทธาตั้งอยู่โดย ๒ หมวด โดยเป็นอินทรีย์และพละ
คำว่า “อนึ่ง ธรรมเดียว มีโดย ๔ หมวด (และ) โดย ๕ หมวด” อธิบายความว่า อนึ่ง ธรรมอันธรรมเดียว มีโดย ๔ หมวด (และ) ธรรมอันอีกธรรมหนึ่ง มีโดย ๕ หมวด ในธรรมมีโดย ๔ หมวดและ ๕ หมวดนั้น สมาธิข้อเดียวย่อมมีโดยเป็นอินทรีย์ ๑ พละ ๑ โพชฌงค์ ๑ องค์มรรค ๑ ปัญญา (ข้อเดียว) ต้องอยู่โดย ๕ หมวด โดยหมวดแห่งหมวดธรรม ๔ เหล่านั้น และโดยเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิบาท (วิมังสา) ด้วย