ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ โดยความหมายว่าเห็นในขณะสกทาคามิมรรค ... เรียกว่า สัมมาสมาธิ โดยความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน ออกไปจากกามราคสังโยชน์ จากปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ จากกามราคานุสัย จากปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ ...
เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ โดยความหมายว่าเห็นในขณะอนาคามิมรรค ... เรียกว่า สัมมาสมาธิ โดยความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน ออกไปจากกามราคสังโยชน์ จากปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด จากกามราคานุสัย จากปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด ...
เรียกว่า สัมมาสมาธิ โดยความหมายว่าเห็นในขณะอรหัตตมรรค ... เรียกว่า สัมมาสมาธิ โดยความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน ออกไปจากรูปราคะ จากอรูปราคะ จากมานะ จากอุทธัจจะ จากอวิชชา จากมานานุสัย จากภวราคานุสัย จากอวิชชานุสัย ออกไปจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น และจากขันธ์ทั้งหลายที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น และออกไปจากนิมิตทั้งปวงภายนอกด้วย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการถอยกลับ ได้แก่ การออกไปจากทั้งสองส่วน คือญาณในมรรค” ดังนี้
[๘๒๘] อนึ่ง ในเวลาเจริญโลกิยสมาบัติ ๘ กำลังสมถะมีมากยิ่ง ในเวลาเจริญอนุปัสสนามีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น กำลังวิปัสสนามีมากยิ่ง แต่ในขณะ (บรรลุ) อริยมรรค ธรรม (ทั้งสอง) เหล่านั้น เทียมคู่กันดำเนินไป โดยความมุ่งหมายไม่ก้ำเกินกันและกัน เพราะฉะนั้น ใน (มรรค) ญาณแม้ทั้ง ๔ เหล่านี้ จึงมีความประกอบเสมอกันแห่งพละทั้งสอง (คือสมถพละ และวิปัสสนาพละ) ดังที่ท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า จิตที่ออกไปจากกิเลสประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ทั้งหลาย มีความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ มีนิโรธ (คือ พระนิพพาน) เป็นโคจร จิตที่ออกไปจากกิเลสประกอบด้วยอวิชชา และจากขันธ์ทั้งหลาย มีวิปัสสนาโดยความหมายแห่งอนุปัสสนา มีนิโรธเป็นโคจร (มีพระนิพพานเป็นอารมณ์) เพราะเหตุนั้น สมถะและวิปัสสนาจึงมีรส (คือกิจ) ร่วมเป็นอันเดียวกัน โดยความหมายว่าออกไปเป็นธรรมเทียมคู่กัน ไม่ก้ำเกินกันและกัน ดังนี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระภิกษุทำสมถะและวิปัสสนาเทียมคู่กัน โดยความหมายว่าออกไปให้เกิดขึ้น ดังนี้
๑ ความหมายของสังโยชน์ และ อนุสัย เหล่านี้ จะปรากฏข้างหน้า
๒ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๖๑/๑๐๑
๓ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๕/๔๒๒