ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เรียกธรรมทั้งหลายเหล่านั้นแหละว่า โอฆะ บ้าง โดยความหมายว่าพัดพาไปในสาคร (ห้วงทะเล) คือภพและโดยความหมายว่าข้ามพ้นได้ยาก
เรียกว่า โยคะ บ้าง เพราะไม่ให้พรากไปจากอารมณ์และพรากไปจากทุกข์
ธรรมทั้งหลาย ๕ มีกามฉันทะเป็นต้น ท่านเรียกว่า นิวรณ์ โดยความหมายว่ากีด ว่ากั้น ว่าปิดบังจิตไว้
คำว่า ปรามาส นี้ เป็นคำเรียก ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) เพราะดำเนินไปโดยอาการก้าวเลยสภาวะ (ความเป็นจริง) ของธรรมนั้นๆ แล้วยึดถือสภาวะที่ไม่จริงโดยประการอื่น
อุปาทานทั้งหลาย ๔ มีกามุปาทานเป็นต้น ที่กล่าวไว้แล้วในนิเทศแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยอาการทั้งปวง เรียกว่า อุปาทาน
ธรรมทั้งหลาย ๗ มีกามราคะเป็นต้นซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ คือ:-
๑. กามราคานุสัย อนุสัย คือ ความกำหนัดในกามารมณ์
๒. ปฏิฆานุสัย อนุสัย คือ ความขัดเคือง
๓. มานานุสัย อนุสัย คือ ความถือตัว
๔. ทิฏฐานุสัย อนุสัย คือ ความเห็นผิด
๕. วิจิกิจฉานุสัย อนุสัย คือ ความสงสัย
๖. ภวราคานุสัย อนุสัย คือ ความกำหนัดยินดีในภพ
๗. อวิชชานุสัย อนุสัย คือ อวิชชา
๑ วิสุทธิ. (บาลี) ๒/๕๗๐/๑๖๖