ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
บรรลุต่างๆ กัน (ในอริยสัจจ์) คำกล่าว ตอบที่เกิน (กว่านี้) สำหรับว่าที่บุคคลเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว ในกถาวัตถุปกรณ์ ในพระอภิธรรมปิฎก
[๘๔๔] ณ บัดนี้ กิจ ๔ ประการ มีปริญญา (การกำหนดรู้) เป็นต้น อันใดที่กล่าวถึงมาแล้ว ในกิจ ๔ ประการเหล่านั้น
ตติธา โหติ ปริญญา ตถา ปหานมฺปิ สจิกิริยาปิ
เทฺว ภาวนา อภิญฺญตา วินิจฉโย ตตฺถ อาคตุโพ.
แปลความว่า
(กิจคือ) ปริญญา มี ๓ อย่าง แม้ (กิจคือ) ปหาน แม้ (กิจคือ) สัจฉิกิริยาก็มี ๓ อย่างเหมือนกัน (กิจคือ) ภาวนารู้กันแล้วว่ามี ๒ อย่าง พึงทราบการวินิจฉัยในกิจ ๔ ประการนั้น (ดังต่อไปนี้)
[๘๔๕] คำว่า “ปริญญามี ๓ อย่าง” ความว่า ปริญญา มี ๓ อย่าง ดังนี้ คือ
๑. ญาตปริญญา
๒. ตีรณปริญญา
๓. ปหานปริญญา
ในปริญญา ๓ นั้น การกำหนดรู้ที่ท่านยก (หัวข้อ) ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า “ปัญญาเป็นเครื่องรู้ยิ่ง ชื่อว่า ญาณ (ญาณที่เป็นสภาวะรู้) โดยความหมายว่าปรากฏอยู่แล้ว” ดังนี้ แล้วกล่าวไว้โดยสังเขปอย่างนี้ว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่รู้แล้วด้วยความรู้ยิ่ง ธรรมทั้งหลายนั้นๆ เป็นธรรมปรากฏแล้ว” ดังนี้ (และ) กล่าวไว้โดยพิสดาร
๑ ดูรายละเอียดเปรียบเทียบใน อภิ. ก. (ไทย) ๓๗/๑/๑
๒ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๐/๓
๓ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๕/๒๒๖