ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
โดยนัยว่า “ภิกษุทั้งหลายสิ่งทั้งปวงพึงรู้ด้วยความรู้ยิ่ง ภิกษุทั้งหลาย และสิ่งทั้งปวงที่พึงรู้ด้วยความรู้ยิ่งคืออะไร ? ภิกษุทั้งหลาย คือจักขุ เป็นสิ่งที่พึงรู้ด้วยความรู้ยิ่ง ...” ดังนี้ เป็นต้น ชื่อว่า ญาตปริญญา การกำหนดรู้สิ่งที่ได้รู้แล้ว
ความรู้ด้วยปัญญารู้ยิ่งซึ่งนามและรูปพร้อมทั้งปัจจัย (ของนามและรูปนั้น) เป็นภูมิพื้นเฉพาะของญาตปริญญานั้น
[๘๔๖] แต่ว่าการกำหนดรู้ที่ท่านยก (หัวข้อ) ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า “ปัญญากำหนดรู้ ชื่อว่า ญาณโดยสภาวะว่าไตร่ตรอง” ดังนี้ แล้วกล่าวไว้โดยสังเขปอย่างนี้ว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่กำหนดรู้แล้ว ธรรมทั้งหลายนั้นๆ เป็นธรรมที่ท่านไตร่ตรองแล้ว” ดังนี้ (และ) กล่าวไว้โดยพิสดารโดยนัยว่า “ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงพึงกำหนดรู้ ภิกษุทั้งหลาย และสิ่งทั้งปวงที่พึงกำหนดรู้ คืออะไร ? ภิกษุทั้งหลาย คือจักขุเป็นสิ่งที่พึงกำหนดรู้ ...” ดังนี้ เป็นต้น ชื่อว่า ตีรณปริญญา การกำหนดรู้ด้วยความไตร่ตรอง
การกำหนดรู้ที่ดำเนินไปด้วยการไตร่ตรองว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” เริ่มตั้งแต่กลาปสัมมสนญาณจนถึงอนุโลมญาณเป็นภูมิพื้นเฉพาะของตีรณปริญญานั้น
[๘๔๗] ส่วนการกำหนดรู้ที่ท่านยก (หัวข้อ) ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า “ปัญญาในการปหาน (การละ) ชื่อว่า ญาณโดยสภาวะละทิ้งไป” ดังนี้ แล้วกล่าวไว้โดยพิสดารอย่างนี้ว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่ละได้แล้ว ธรรมทั้งหลายนั้นๆ เป็นธรรมที่ท่านละทิ้งไปแล้ว” ดังนี้” (และ) ดำเนินไปโดยนัยเป็นต้นว่า “ละนิจจสัญญา (ความหมายรู้ว่าเที่ยง) ด้วยอนิจจานุปัสสนา ...” ดังนี้ ชื่อว่า ปหานปริญญา
๑ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๘/๙
๒ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒/๓
๔ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒/๓