ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๘๔๙] ส่วนปหานใด ละธรรมที่พึงละนั้นๆ โดยความเป็นปฏิปักษ์โดยเฉพาะด้วยองค์ญาณนั้นๆ ซึ่งเป็นอวัยวะของวิปัสสนา เปรียบเหมือนการเผาความมืดได้ด้วยประทีปที่จุดถูกโพลงในเวลากลางคืน นี้ เรียกว่า ตทังคปหาน
ตทังคปหานนี้เป็นอย่างใด ?
ก่อนอื่น ได้แก่ ปหาน คือการละ :-
๑. สักกายทิฏฐิ ด้วยการกำหนดรู้นามและรูป
๒. ทิฏฐิที่ไม่มีเหตุและปราศจากเหตุอันสมควรและมลทินคือความสงสัย ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัย (ของนามและรูป)
๓. ความยึดถือโดยเป็นก้อนว่า “เรา,ของเรา” ด้วยการกำหนดรู้โดยความเป็นกลุ่มก้อน
๔. ความสำคัญหมายรู้ในสิ่งที่มิใช่มรรคว่าเป็นมรรค ด้วยการกำหนดรู้สิ่งเป็นมรรคและสิ่งไม่เป็นมรรค
๕. อุจเฉททิฏฐิ ด้วยเห็นความเกิดขึ้น
๖. สัสสตทิฏฐิ ด้วยเห็นความดับ
๗. ความหมายรู้ในสิ่งมีความน่ากลัวว่าไม่น่ากลัว ด้วยความปรากฏเป็นของน่ากลัว
๘. ความหมายรู้ว่าเป็นที่ชื่นชมยินดี ด้วยการเห็นโทษชั่วร้าย
๙. ความหมายรู้ว่าน่าอภิรมย์ ด้วยการเห็นเบื่อๆ ด้วยความเบื่อหน่าย
๑๐. ความไม่ปรารถนาเพื่อพ้นไป ด้วยความปรารถนาเพื่อพ้นไป
๑๑. ความไม่พิจารณาทบทวน ด้วยการพิจารณาทบทวน
๑๒. ความไม่วางเฉย ด้วยการวางเฉย
๑๓. ความยึดมั่นโดยขัดแย้งต่อสัจจจะ ด้วยการคล้อยตาม