ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
แต่คำว่า “ขยานุปัสสนา” หมายถึง ญาณของท่านผู้ทำการสลายตัวของความเป็นก้อนออกไป แล้วเห็นความสิ้นไปอย่างนี้ว่า “ชื่อว่าไม่เที่ยงโดยความหมายว่าสิ้นไป” การละมมสัญญา (ความสำคัญว่า เป็นก้อน) ก็มีได้ด้วยญาณนั้น
คำว่า “วยานุปัสสนา” หมายถึง ความเป็นผู้เห็นความดับของสังขารทั้งหลาย โดยพิจารณาเห็นเองและโดยอนุมาน แล้วน้อมจิตไปในนิโรธ กล่าวคือความดับนั้น โดยเฉพาะซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า:-
อารมฺมณานุเวน
อุปฺปชฺชมา
นิโรเธ อธิมุตุตฺตาอุโก เอกววุฏฺฐานา
วยลกฺขณวิปสฺสนา.
แปลความว่า
การกำหนดอารมณ์ทั้งสอง (คือตั้งที่เห็นและมิได้เห็น)
โดยความเป็นอันเดียวกันโดยอำนวยตามอารมณ์ คือ
ความน้อมจิตไปในนิโรธ ชื่อว่าวยลักษณวิปัสสนา (คือ
การเห็นแจ้งซึ่งลักษณะแห่งความดับ)
เป็นอันละความขวนขวายได้ด้วย วยานุปัสสนา นั้น เพราะว่าเมื่อโยคีเห็นอยู่โดยแจ่มแจ้งว่า “บุคคลพึงขวนขวาย เพื่อประโยชน์แก่สังขารทั้งหลายเหล่าใด สังขารทั้งหลายเหล่านั้น มีความดับไปเป็นธรรมดาอย่างนี้” จิต (ของโยคีนั้น) ก็ไม่น้อมไปในความขวนขวาย
คำว่า “วิปริณามานุปัสสนา” หมายถึง การเห็นเลยขอบเขตนั้นๆ ไป แล้วดำเนินไปโดยประกาศอื่นด้วยอำนาจกัมมัฏฐานมีรูปสัตตกกัมมัฏฐานเป็นต้น หรือว่าการเห็นความแปรผันของสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยชรา ๑ ด้วยมรณะ ๑ เป็นอันละความสำคัญว่ายั่งยืนได้ด้วยวิปริณามานุปัสสนานั้น
๒ ดูอธิบาย มหาวิปลสนา เหล่านี้ ใน สารสมฺมปกาสินี, น. ๑๒๕