ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
คำว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ ความรู้ความเห็นตามเป็นจริง” ได้แก่ การกำหนดรู้นามและรูปพร้อมทั้งปัจจัย การละความยึดมั่นคือความลุ่มหลงซึ่งเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า “เราได้มีมาแล้วในกาลอดีตหรือหนอแล” และโดยนัยเป็นต้นว่า “โลกเกิดมีขึ้นจากพระอิศวร” ดังนี้ (การละนี้) มีได้ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะนั้น
คำว่า “อาทีนวานุปัสสนา ความเห็นเนืองๆ ซึ่งโทษชั่วร้าย” หมายถึง ญาณกำหนดรู้ด้วยการเห็นโทษชั่วร้ายในภพ ๓ เป็นต้น ทุกข์ทุกแห่ง ซึ่งเกิดขึ้นด้วยความปรากฏเป็นของน่ากลัว (ภยตูปัฏฐานญาณ) การละความยึดมั่นด้วยความอาลัยโดยเห็นว่า “ไม่ปรากฏสิ่งไรๆ ที่ควรติดอยู่” มีได้ด้วยอาทีนวานุปัสสนาญาณนั้น
คำว่า “ปฏิสังขานุปัสสนา การตามดูด้วยการกำหนดรู้ทบทวน” ได้แก่ ปฏิสังขาญาณ ทำอุบายเพื่อการพ้นไป การละความไม่กำหนดรู้ทบทวน มีได้ด้วยปฏิสังขาญาณนั้น
คำว่า “วิวัฏฏานุปัสสนา การตามเห็นเนืองๆ ด้วยจิตถอยกลับ” ได้แก่ สังขารุเปกขาญาณและอนุโลมญาณ เพราะได้กล่าวไว้แล้วว่า “ในเวลานั้น จิตของโยคีนั้นก็ดถอยกลับ หวนกลับ ภักกลับ จากสังขารทั้งปวง เหมือนหยดน้ำในใบบัว ซึ่งขอบใบบอนิดๆ” เพราะฉะนั้น การละความยึดมั่นด้วยความผูกพัน จึงมีได้ด้วยวิวัฏฏานุปัสสนานั้น อธิบายว่าการละความยึดมั่นด้วยกิเลสมีความสังโยคเป็นต้น มีได้ด้วยความไม่เป็นไปของกิเลส
พึงทราบ อธังกปหานโดยพิสดารด้วยประการดังกล่าวนี้ แต่ในพระบาลี ท่านกล่าวแต่โดยสังเขปเท่านั้นว่า “และการละกิฏฐิทั้งหลายด้วยองค์นั้นๆ ของท่านโยคีผู้ทำสมาธิ ซึ่งมีส่วนเฉพาะทะลุให้เกิด”
๑ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๔๒/๘๓