ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๕๕๐] ข้อ ๒. ที่ว่า “บุคคลพวกไร เข้าผลสมาบัตินั้น พวกไรไม่เข้า” ในข้อนี้ มีความตกลงดังนี้ “ปุถุชนทั้งหลายแม้ทั้งปวงไม่เข้า เพราะเหตุไร ? เพราะมิได้บรรลุ ส่วนพระอริยะทั้งหลายแม้ทุกท่าน เข้า (ผลสมาบัติ) เพราะเหตุไร ? เพราะท่านได้บรรลุแล้ว แต่ว่า พระอริยบุคคลชั้นสูง ไม่เข้าผลสมาบัติชั้นต่ำ เพราะ (พระอริยบุคคลชั้นสูง) ท่านมีกิเลสสังโยชน์เบื้องต่ำระดับไปแล้วด้วยการเข้าถึงความเป็น (พระอริยะ) บุคคลอื่น และพระอริยบุคคลชั้นต่ำก็ไม่เข้าผลสมาบัติชั้นสูง เพราะท่านยังมิได้บรรลุ แต่พระอริยบุคคลทั้งหลาย ท่านเข้าผลสมาบัติ (ตามขั้น) ของตนๆ เท่านั้น” ดังนี้
แต่ว่า ท่านเกจิอาจารย์ทั้งหลาย กล่าวว่า “ถึงแม้พระโสดาบันและพระสกทาคามีก็ไม่เข้า (ผลสมาบัติ) เฉพาะพระอริยบุคคลชั้นสูง (พระอนาคามีและพระอรหันต์) ๒ จำพวกเท่านั้น เข้าผลสมาบัติ” และเหตุผลของเกจิอาจารย์เหล่านั้น มีว่าดังนี้ คือ “เพราะพระอริยบุคคลชั้นสูงทั้ง ๒ จำพวกเหล่านี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ” คำของพวกเกจิอาจารย์นั้นไม่เป็นเหตุผลเลย เพราะแม้แต่ปุถุชนยังเข้าโลกิยสมาธิที่ตนเองได้แล้ว และประโยชน์อะไรด้วยการคิดว่ามีเหตุผลและไม่เป็นเหตุผลในข้อนี้ ในพระบาลีเองท่านก็กล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่า “โคตรภูธรรม ๑๐ บังเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา คืออะไรบ้าง ? คือญาณ ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำ ความเกิด ความเป็นไป ... ฯลฯ ... ความคับแค้นใจ นิมิตคือสังขารภายนอก เพื่อมุ่งหมายได้เฉพาะซึ่งโสดาปัตติมรรค ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำความเกิดขึ้น ... ฯลฯ ... นิมิตคือสังขารภายนอก เพื่อต้องการเข้าโสดาปัตติผลสมาบัติ ... เพื่อมุ่งหมายได้เฉพาะซึ่งสกทาคามีมรรค ... ฯลฯ ... เพื่อต้องการเข้าอรหัตผลสมาบัติ ... เพื่อต้องการเข้าสุญญตวิหารสมาบัติ ... เพื่อต้องการเข้าอนิมิตตวิหารสมาบัติ” ดังนี้ เพราะฉะนั้น ควรถึงความตกลงในข้อนี้ได้ว่า “พระอริยเจ้าแม้ทุกท่านเข้าผลสมาบัติของตนๆ”
[๕๕๑] ข้อ ๓. ที่ว่า “เข้า (ผลสมาบัติ) เพื่ออะไร” ตอบว่า เพื่ออยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม (คือในชีวิตปัจจุบันนี้) เปรียบเหมือนพระราชาทรงเสวยสุขในราชสมบัติ (และ) เทวดาทั้งหลายก็เสวยสุขในทิพยสมบัติฉันใด พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านคิดว่าจักเสวยโลกุตตรสุขชั้นอริยะ แล้วทำการกำหนดเวลา (ก่อน) แล้วเข้าผลสมาบัติ ในขณะที่ท่านปรารถนาต้องการ
๑ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๐/๗๗-๗๘