visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 1187 | >>

[๕๕๒] ข้อ ๔. ที่ว่า “การเข้าผลสมาบัตินั้น เป็นอย่างไร การตั้งอยู่เป็นอย่างไร การออกเป็นอย่างไร” ตอบว่า ก่อนอื่น การเข้าผลสมาบัตินั้น มีอยู่โดย ๒ อาการ คือเพราะไม่มนสิการอารมณ์อื่น นอกจากพระนิพพาน ๑ เพราะมนสิการแต่พระนิพพาน ๑ สมดังท่านพระสารีบุตรเถระกล่าว (ตอบท่านมหาโกฏฐิกเถระ) ว่า “อาวุโส ปัจจัยของการเข้าเจโตวิมุตติ ซึ่งไม่มีนิมิต (คือพระนิพพาน) มี ๒ ประการแล คือไม่มนสิการนิมิตทั้งปวง ๑ มนสิการแต่ธาตุซึ่งไม่มีนิมิต ๑” ดังนี้ แต่ว่า ในผลสมาบัตินี้ มีลำดับของการเข้า ดังนี้

[๕๕๓] จริงอยู่ พระอริยสาวก ผู้มีความประสงค์จะเข้าผลสมาบัติ ต้องไปอยู่ในที่ลับ ปลีกตนอยู่โดยเฉพาะ กำหนดเห็นสังขารทั้งหลายด้วยวิปัสสนาญาณ มีอุทยัพพยญาณเป็นต้น เมื่อพระอริยสาวกนั้นมีวิปัสสนาญาณดำเนินไปโดยลำดับ ครั้นในลำดับของโคตรภูญาณ ซึ่งมีสังขารเป็นอารมณ์ จิตก็เข้าอยู่ในความดับ (นิโรธ) ด้วยสามรถผลสมาบัติ อนึ่ง ในการเข้าผลสมาบัตินี้ ผลจิตเท่านั้นบังเกิดขึ้นแม้แก่พระเสขะ เพราะเป็นผู้มีจิตน้อมไปในผลสมาบัติอยู่แล้ว มรรคจิตหาเกิดไม่

แต่ว่า พระอาจารย์ทั้งหลายเหล่าใด กล่าวว่า “พระโสดาบันครั้นคิดว่า ‘ฉันจักเข้าผลสมาบัติ’ แล้วตั้งต้นเจริญวิปัสสนาไปก็เป็นพระสกทาคามี และพระสกทาคามีคิดว่า ‘ฉันจักเข้าผลสมาบัติ’ แล้วเริ่มเจริญวิปัสสนาไปก็เป็นพระอนาคามี” ดังนี้ ควรกล่าวกะพระอาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้นว่า “เมื่อเป็นอย่างนั้น พระอนาคามีก็จักเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ก็จักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้าก็จักเป็นพระพุทธเจ้า” เพราะฉะนั้น คำไรๆ ของพระอาจารย์ทั้งหลายนั้นแม้ได้ถูกปฏิเสธไว้ด้วยพระบาลีโดยตรงก็ควรยึดถือแม้ด้วยประกาศะนี้ แต่ว่าควรยึดถือต่อไปนี้เท่านั้น คือว่า “ผลจิตเท่านั้นเกิดขึ้นแม้แก่พระเสขะ มรรคจิตหาเกิดขึ้นไม่ และผลจิตของพระเสขะนั้น ถ้ามรรคที่พระเสขะนี้บรรลุเป็นมรรคอยู่ในระดับปฐมฌาน ผลจิตก็เป็นไปในระดับปฐมฌานเท่านั้นเกิดขึ้น ถ้ามรรคที่บรรลุอยู่ในระดับของฌานใด ฌานหนึ่งมีทุติยฌานเป็นต้น ผลจิตก็เป็นไปในระดับของฌานใดฌานหนึ่งมีทุติยฌานเป็นต้นเช่นกันเกิดขึ้น” ดังนี้

๑ ดูเทียบ ม. มู. (ไทย) ๑๒/๕๕๘/๔๙๖
๒ โปรดสังเกต โคตรภูญาณ ในมรรควิถี มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ แต่ในทางผลสมาบัติ มีสังขารเป็นอารมณ์

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka