ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
คัมภีร์ปฐานว่า “อนุโลมญาณของพระอรหันต์ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแก่ผลสมาบัติ” “อนุโลมญาณของพระเสขะทั้งหลาย เป็นปัจจัย โดยอนันตรปัจจัยแก่ผลสมาบัติ” ดังนี้ การออกจากความดับ (นิโรธ) มีด้วยผลจิตใด ผลจิตนั้น มาเป็นลำดับของเนวสัญญานาสัญญายตนะ ดังนี้แล ในผลจิตทั้งหลายนั้น ยกเว้นผลจิตที่เกิดในมรรควิถีเสียแล้วผลจิตที่เหลือนอกนั้นทั้งหมด ชื่อว่าเป็นไปด้วยอำนาจผลสมาบัติ (แต่) จะด้วยการเกิดขึ้น ในมรรควิถี หรือในผลสมาบัติก็ตาม (ท่านกล่าวไว้ว่า)
ปฏิปปสูสุทธรสํ อมตารมฺมณํ สุขํ
วนฺโลกามิส สนฺต์ สามญฺญผลมุตฺตมํ.
โอชวนุตฺตน สุจินา สุเขน อสิสุณฺฑิตํ
เยน สาตาติสาเตน อมฺเตน มุทุ วิย.
ตํ สุขนุทสฺส อริยสฺส รสฺสมนุตฺตรํ
ผลสฺส ปญฺญํ ภาเวตฺวา ยสุมา วิปุญฺญโต.
ตสฺมา อริยผลสฺเสตํ รสานุภวํ อิธ
วิปสฺสนาภาวนาย อานิสํโสติ วุจฺจติ.
แปลความว่า
สามัญญผลอันประเสริฐสุดยอด ระงับความทุกข์ท่าน กระวนกระวาย คายกามารมณ์เครื่องล่อใจของโลกออกไป มีอมตนิพพานเป็นอารมณ์ สงบ ผ่องใส ท่วมท้นด้วยความสุข บริสุทธิ์ มีโอชะ แช่มชื่นอ่อนหวานเป็นอย่างยิ่ง ประดุจน้ำหวานที่เจือปนด้วยน้ํ้าอมฤต เพราะเหตุที่ท่านบัณฑิตได้ทำวิปัสสนาปัญญาให้เกิดขึ้น จึงประสบความสุขอันประเสริฐยิ่งนั้น ซึ่งเป็นรสของพระอริยผลนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวในที่นี้ว่า การเสวยรสของพระอริยผลดังกล่าวนี้ เป็นอานิสงส์ของวิปัสสนาภาวนา
๑ ดูเทียบ อภิ. ป. (ไทย) ๔๐/๑๗๑/๒๖๔
๒ ดูเทียบ อภิ. ป. (ไทย) ๔๐/๑๗๑/๒๖๔
๓ ปรมุตฺตทีปนี อุทานวณฺณนา, (บาลี) น. ๙๖ และ สารมฺมปกาสินี, (บาลี) น. ๒๒๔ เป็น “สุขํ”