ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
สมาปัชชนวสี ๑ ตั้งอยู่ (ในปฐมฌาน) ได้ ณ ที่ตนปรารถนา ในเวลาต้องการ ตลอดเวลาต้องการ ไม่มีความชักช้าในการตั้งอยู่ ดังนี้ เรียกว่า อธิฏฐานวสี ๑ ออก (จากปฐมฌาน) ได้ ณ ที่ตนปรารถนา ในเวลาต้องการ ตลอดเวลาต้องการ ไม่มีความชักช้าในการออก ดังนี้ เรียกว่า วุฏฐานวสี ๑ พิจารณาทบทวน (ปฐมฌาน) ได้ ณ ที่ตนปรารถนา ในเวลาต้องการ ตลอดเวลาต้องการ ไม่มีความชักช้าในการพิจารณาทบทวน ดังนี้ เรียกว่า ปัจจเวกขณวสี ๑ รำลึกถึงทุติยฌาน ... ฯลฯ ... ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ ที่ตนปรารถนา ในเวลาต้องการ ตลอดเวลาต้องการ ... ฯลฯ ... พิจารณาทบทวน ไม่มีความชักช้าในการพิจารณาทบทวนดังนี้ เรียกว่า ปัจจเวกขณวสี ๑ วสี มี ๕ ดังนี้แล
[๕๖๐] ความจริง นิเทศของคำว่า “ด้วยญาณจริยา ๑๖” นี้ ในพระบาลี (ปฏิสัมภิทามรรคข้างต้น) นั้น เป็นนิเทศสูงสุด (รวมยอดทั้งหมด) แต่ว่า พระอนาคามีท่านมีปัญญาในความเป็นผู้ชำนาญ (วสีภาวตาปัญญา) ด้วยญาณจริยา ๑๔ (ไม่ถึง ๑๖ เพราะท่านยังมิได้บรรลุมรรคและผลสูงยอดคือพระอรหัต) หากมีคำถามว่า “ถ้าอย่างนั้น พระสกทาคามีก็ไม่มีวสีภาวตาปัญญา ด้วยญาณจริยา ๑๒ และพระโสดาบันก็ไม่มีด้วยญาณจริยา ๑๐ หรือ” ตอบว่า (พระสกทาคามีและพระโสดาบัน) ท่านไม่มีวสีภาวตาปัญญา เพราะท่านยังละราคะมีกามคุณ ๕ อันเป็นวัตถุที่ตั้งซึ่งเป็นอันตรายแก่สมาธิไม่ได้ เพราะท่านละราคะมีกามคุณ ๕ อันเป็นที่ตั้งนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น สมถพละ (ของพระสกทาคามีและพระโสดาบัน) จึงยังไม่บริบูรณ์ เมื่อสมถพละนั้นไม่บริบูรณ์ ท่านก็หาสามารถเข้านิโรธสมาบัติที่ต้องเข้าด้วยพละ ๒ ได้ไม่ ส่วนพระอนาคามีท่านละราคะนั้นได้แล้ว เพราะฉะนั้น พระอนาคามีนี้ จึงเป็นผู้มีพละบริบูรณ์ ท่านสามารถเข้านิโรธสมาบัติได้ เพราะความเป็นผู้มีพละ (ทั้ง ๒) บริบูรณ์ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนทุกขของพระอนาคามีผู้ออกจากนิโรธ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัย แก่การเข้าผลสมาบัติ” จริงอยู่ คำนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในปฏฐานมหาปกรณ์ ทรงหมายถึงการออกจากนิโรธของพระอนาคามีโดยเฉพาะ ฉะนี้แล
๑ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๕๕/๑๔๓-๑๔๔ และ ฏ-สากมฺมปกาสินี, (บาลี) น. ๓๗๑-๓๘๑
๒ ดูเทียบ อภิ. ป. (ไทย) ๔๐/๑๗๑/๒๖๔