ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๕๖๑] ข้อ ๓. ที่ว่า “เข้าได้ในภพไหน” ตอบว่า “ในปัญจโวการภพ (ถามว่า) เพราะเหตุไร (ตอบ) เพราะเป็นสภาพของสมาบัติโดยลำดับ (อนุปุพพสมาบัติ) ส่วนในจตุโวการภพ (อรูปภพ) รูปสมาบัติทั้งหลายมีปฐมฌานเป็นต้นไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จึงไม่สามารถเข้า (นิโรธสมาบัติ) ในภพนั้นได้” แต่บรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า “เพราะไม่มี (กาย) วัตถุ” (คือเพราะไม่มีวัตถุ คือกาย)
[๕๖๒] ข้อ ๔. ที่ว่า “เข้าเพื่ออะไร” ตอบว่า (พระอนาคามีและพระอีณาสพผู้ได้สมาบัติ ๘) ท่านเบื่อหน่ายในความเป็นไปและความแตกดับของสังขารทั้งหลาย จึงคิดว่า “เราจักเป็นผู้ไม่มีจิตบรรลุความดับคล้ายพระนิพพาน อยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมนี้เสียเลย” แล้วเข้า (นิโรธสมาบัติ)
[๕๖๓] ข้อ ๕. ที่ว่า “และการเข้านิโรธสมาบัตินั้นเป็นอย่างไร” ตอบว่า (การเข้านิโรธสมาบัติเป็นของพระอนาคามีและพระอรหันต์ที่ได้สมาบัติ ๘) ผู้เพียรพยายามโดยทางสมถะและวิปัสสนา ซึ่งทำบุพพกิจ (กิจเบื้องต้น) แล้ว ทำเนวสัญญานาสัญญายตน (สมาบัติ) ให้ดับไป การเข้านิโรธสมาบัตินั้น มีอยู่ด้วยอาการอย่างนี้
เพราะว่าท่านผู้ที่เพียรพยายามโดยทางสมถะอย่างเดียว ท่านผู้นั้นครบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้วก็ยับยั้งอยู่ ส่วนท่านผู้ที่เพียรพยายามโดยทางวิปัสสนาอย่างเดียว ครั้นบรรลุผลสมาบัติแล้วก็ยับยั้งอยู่ แต่ท่านผู้ที่เพียรพยายามโดยทาง (สมถะและวิปัสสนา) ทั้งสองนั้นแล ครั้นทำบุพพกิจแล้ว ทำเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติให้ดับไป ท่านผู้นั้นเข้านิโรธสมาบัตินั้นได้ นี้คือความสังเขป ในการเข้านิโรธสมาบัติ ด้วยประกาศะนี้
[๕๖๔] ส่วนความพิสดารมีดังต่อไปนี้
พระภิกษุในพระศาสนานี้ มีความปรารถนาจะเข้านิโรธสมาบัติ ทำกิจ (ฉันอาหาร) แล้ว ล้างมือและเท้าได้แล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง เข้าไปตั้งสติไว้เฉพาะหน้า อยู่มนอาสนะที่ปลาดไว้แล้ว ในโอกาส (สถานที่) เงียบสงัด พระภิกษุนั้นเข้าปฐมฌานแล้วออก (จากปฐมฌานนั้น) กำหนดเห็นด้วยวิปัสสนา ซึ่งสังขารทั้งหลาย ในปฐมฌานนั้นโดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา