ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
แต่วิปัสสนา นี้ มี ๓ อย่าง คือ
๑. สังขารปริคคหณวิปัสสนา วิปัสสนากำหนดรู้สังขาร
๒. ผลสมาปัตติวิปัสสนา วิปัสสนาของผลสมาบัติ
๓. นิโรธสมาปัตติวิปัสสนา วิปัสสนาของนิโรธสมาบัติ
ในวิปัสสนา ๓ อย่างนั้น วิปัสสนากำหนดรู้สังขาร เป็นอย่างอ่อนหรืออย่างแก่ก็ตาม เป็นปทัฏฐาน (ทางบรรลุ) แห่งมรรค ได้เช่นกัน วิปัสสนาของผลสมาบัติ ต้องเป็นอย่างแก่จริงๆ เช่นเดียวกับมรรคภาวนาจึงใช้ได้ แต่วิปัสสนาของนิโรธสมาบัติ ต้องไม่อ่อนเกินไป ไม่แก่เกินไป จึงใช้ได้
เพราะฉะนั้น พระภิกษุนี้จึงกำหนดเห็นสังขารทั้งหลายเหล่านั้นด้วยวิปัสสนา ซึ่งไม่อ่อนเกินไป ไม่แก่เกินไป จากนั้นก็เข้าทุติยฌาน ครั้นออกแล้ว กำหนดเห็นด้วยวิปัสสนาซึ่งสังขารทั้งหลาย ในทุติยฌานนั้น เหมือน (เมื่อออกจากปฐมฌาน) อย่างนั่นแหละ จากนั้นก็เข้าตติยฌาน ... ไปจนถึง ... จากนั้นก็เข้าวิญญาณัญจายตนะ ครั้นออกแล้ว กำหนดเห็นด้วยวิปัสสนา ซึ่งสังขารทั้งหลาย ในวิญญาณัญจายตนะนั้นเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ
ในลำดับนั้นก็เข้าอากิญจัญญายตนะ ครั้นออกแล้ว จึงกระทำบุพพกิจ (กิจเบื้องต้น) ๔ อย่าง คือ
๑. นานานัททรอภิโกปนะ ไม่ทำให้สิ่งของที่เนื่องด้วยพระภิกษุต่างๆ เสียหาย
๒. สังฆปฏิมาณนะ การรอคอยของสงฆ์
๓. สัตถุปโกสนะ การทรงมีรับสั่งหาของพระบรมศาสดา
๔. อัทธานปริเฉท กำหนดกาลเวลา
[๕๖๕] ในบุพพกิจ ๔ อย่างนั้น ข้อว่า “ไม่ทำให้สิ่งของที่เนื่องด้วยพระภิกษุต่างๆ เสียหาย” ความว่า วัตถุใด มิใช่เป็นของเกี่ยวเนื่องแต่ผู้เดียวกับพระภิกษุ